- 
Afrikaans
 - 
af
Albanian
 - 
sq
Amharic
 - 
am
Arabic
 - 
ar
Armenian
 - 
hy
Azerbaijani
 - 
az
Basque
 - 
eu
Belarusian
 - 
be
Bengali
 - 
bn
Bosnian
 - 
bs
Bulgarian
 - 
bg
Catalan
 - 
ca
Cebuano
 - 
ceb
Chichewa
 - 
ny
Chinese (Simplified)
 - 
zh-CN
Chinese (Traditional)
 - 
zh-TW
Corsican
 - 
co
Croatian
 - 
hr
Czech
 - 
cs
Danish
 - 
da
Dutch
 - 
nl
English
 - 
en
Esperanto
 - 
eo
Estonian
 - 
et
Filipino
 - 
tl
Finnish
 - 
fi
French
 - 
fr
Frisian
 - 
fy
Galician
 - 
gl
Georgian
 - 
ka
German
 - 
de
Greek
 - 
el
Gujarati
 - 
gu
Haitian Creole
 - 
ht
Hausa
 - 
ha
Hawaiian
 - 
haw
Hebrew
 - 
iw
Hindi
 - 
hi
Hmong
 - 
hmn
Hungarian
 - 
hu
Icelandic
 - 
is
Igbo
 - 
ig
Indonesian
 - 
id
Irish
 - 
ga
Italian
 - 
it
Japanese
 - 
ja
Javanese
 - 
jw
Kannada
 - 
kn
Kazakh
 - 
kk
Khmer
 - 
km
Korean
 - 
ko
Kurdish (Kurmanji)
 - 
ku
Kyrgyz
 - 
ky
Lao
 - 
lo
Latin
 - 
la
Latvian
 - 
lv
Lithuanian
 - 
lt
Luxembourgish
 - 
lb
Macedonian
 - 
mk
Malagasy
 - 
mg
Malay
 - 
ms
Malayalam
 - 
ml
Maltese
 - 
mt
Maori
 - 
mi
Marathi
 - 
mr
Mongolian
 - 
mn
Myanmar (Burmese)
 - 
my
Nepali
 - 
ne
Norwegian
 - 
no
Pashto
 - 
ps
Persian
 - 
fa
Polish
 - 
pl
Portuguese
 - 
pt
Punjabi
 - 
pa
Romanian
 - 
ro
Russian
 - 
ru
Samoan
 - 
sm
Scots Gaelic
 - 
gd
Serbian
 - 
sr
Sesotho
 - 
st
Shona
 - 
sn
Sindhi
 - 
sd
Sinhala
 - 
si
Slovak
 - 
sk
Slovenian
 - 
sl
Somali
 - 
so
Spanish
 - 
es
Sundanese
 - 
su
Swahili
 - 
sw
Swedish
 - 
sv
Tajik
 - 
tg
Tamil
 - 
ta
Telugu
 - 
te
Thai
 - 
th
Turkish
 - 
tr
Ukrainian
 - 
uk
Urdu
 - 
ur
Uzbek
 - 
uz
Vietnamese
 - 
vi
Welsh
 - 
cy
Xhosa
 - 
xh
Yiddish
 - 
yi
Yoruba
 - 
yo
Zulu
 - 
zu

กาลานุกรม

โซนที่ ๒

กาลานุกรม

กาลานุกรม

กาลานุกรม พุทธศาสนาในอารยธรรมโลก

เนื้อหาของโซนนี้ได้คัดย่อเนื้อหามาจากหนังสือกาลานุกรม พระพุทธศาสนาในอารยธรรมโลก ซึ่งนิพนธ์โดยพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พุทธศาสนา กับอารยธรรมของโลกในยุคต่าง ๆ เพื่อให้ศึกษาและเรียนรู้ถึงความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในยุคต่าง ๆ  ที่มีทั้งยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองและยุคแห่งความเสื่อม จนกระทั่งสูญหายไปจากดินแดนพุทธภูมิ (คือประเทศอินเดีย) และเริ่มกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญที่ได้เกิดขึ้นในซีกโลกอื่นไว้ให้เทียบเคียงอีกด้วย

กาลานุกรม พระพุทธศาสนาในอารยธรรมโลก

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

ก่อนพุทธศักราช

ก่อนพุทธกาล อารยธรรมชมพูทวีป 

c. 2600-1500 B.C. [2000-900 ปี ก่อน พ.ศ.] ยุคอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus civilization)

อารยธรรมนี้เจริญมาก มีเมืองที่จัดวางผังอย่างดี พร้อมทั้งระบบชลประทาน รู้จักเขียนตัวหนังสือ มีมาตราชั่ง-ตวง-วัด นับถือเทพเจ้าซึ่งมีลักษณะอย่างที่เป็นพระศิวะในยุคหลังต่อมา อารยธรรมนี้แผ่ขยายกว้างขวาง ทางตะวันตกถึงชายแดนอิหร่าน ทางเหนือถึง สุดเขตอัฟกานิสถาน ทางตะวันออกถึงกรุงนิวเดลีปัจจุบัน

1500-1200 B.C. [900-600 ปีก่อน พ.ศ.] ชนเผ่าอารยัน ยกจากที่ราบสูงอิหร่านหรือเปอร์เซีย เข้ามารุกรานและครอบครองตลอดลงไปถึงลุ่มแม่น้ำคงคา พร้อมทั้งนำศาสนาพราหมณ์ ภาษาสันสกฤต และระบบวรรณะเข้ามาด้วย อารยธรรมเริ่มเข้าสู่ยุคเหล็ก

ชมพูทวีป-พุทธศาสนา

16 แคว้นแห่งชมพูทวีป

623 BC ชมพูทวีปแบ่งเป็น 16 แคว้น (โสฬสมหาชนบท) นับจากตะวันออกขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ คือ อังคะ มคธ  กาสี  โกศล  วัชชี  มัลละ  เจตี  วังสะ กุรุ ปัญจาละ มัจฉะ สุรเสนะ อัสสกะ อวันตี คันธาระ กัมโพชะ (กัมโพชะ บางทีเรียกควบกับ “โยนะ” เป็นโยนะ-กัมโพชะ หรือ โยนก-กัมโพชะ)

ใน 16 นี้ แคว้นที่จะมีอำนาจสูงสุดต่อไปคือ มคธ


ประสูติ-ตรัสรู้-ประกาศพระศาสนา

80 ปี ก.พ.ศ. (=623 BC; ฝรั่งว่า 563 BC)  เจ้าชายสิทธัตถะโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา แห่งแคว้นศากยะ  ประสูติที่ลุมพินีวัน  ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ หลังประสูติแล้ว 7 วัน พระพุทธมารดาสวรรคต

51 ปี ก.พ.ศ. (=594 BC) เจ้าชายสิทธัตถะ พระชนมายุ 29 พรรษา เสด็จออกผนวช (มหาภิเนษกรมณ์) ที่อโนมานที

45 ปี ก.พ.ศ. (=588 BC) ในวันเพ็ญวิสาขปุรณมี เจ้าชายสิทธัตถะพระชนมายุ 35 พรรษา ตรัสรู้เป็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ที่มหาโพธิพฤกษ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา เสนานิคม (ปัจจุบัน เรียกว่า”พุทธคยา”) ในแคว้นมคธ

2 เดือนจากนั้น ในวันเพ็ญอาสาฬหปุรณมี  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา  ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร  แก่พระเบญจวัคคีย์  ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี 

ที่ป่านั้น ต่อมาไม่นาน หลังจากยสกุลบุตร 1 และสหาย 54 คน ออกบวชและบรรลุอรหัตตผลแล้ว เกิดมีพระอรหันตสาวกยุคแรก 60 รูป จึงทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาด้วยพุทธพจน์ ซึ่งมีตอนสำคัญที่จำเป็นหลักกันสืบมาว่า “จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย” (ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไป เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่อเกื้อการุณย์แก่ชาวโลก)

ประดิษฐานพระศาสนาในแคว้นมคธ 

ต่อนั้น นับแต่ตรัสรู้ได้ 9 เดือน หลังเสด็จจากป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ย้อนกลับมาแคว้นมคธ โปรดชฎิล 1,000 ที่คยาสีสะแล้ว เสด็จเข้าเมืองราชคฤห์ โปรดพระเจ้าพิมพิสารและราชบริพาร ได้รับถวายพระเวฬุวันเป็นอารามแรกในพระพุทธศาสนา

ทรงบำเพ็ญพุทธกิจประดิษฐานพระพุทธศาสนาในแคว้นมคธ ทรงได้อัครสาวก คือพระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะ อดีตปริพาชก (ชื่อเดิมว่า อุปติสสะ และโกลิตะ) พร้อมบริวาร ซึ่งได้ออกบรรพชา รวมเป็น 250

โดยเฉพาะเมื่อพระสารีบุตรบรรลุอรหัตตผล พอดีถึงวันมาฆปุรณมี ราตรีนั้นมีจาตุรงคสันนิบาต พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ในที่ประชุมพระอรหันตสาวก 1,250 รูป

ในปีที่ 3 แห่งพุทธกิจ อนาถบิณฑิกเศรษฐีเลื่อมใสได้เป็นอุบาสกแล้วสร้างวัดพระเชตวันถวาย ที่เมืองสาวัตถี แคว้นโกศลอันเป็นอารามที่ประทับและแสดงธรรมมากที่สุด รวม 19 พรรษา (รองลงมา คือวัดบุพพาราม ที่นางวิสาขามหาอุบาสิกาสร้างถวาย ในเมืองสาวัตถี เช่นกัน ซึ่งได้ประทับรวม 6 พรรษา)


พุทธประวัติตรัสเล่า

เรา ในบัดนี้ ผู้สัมพุทธโคดม เจริญมาในศากยสกุล … นครอันเป็นถิ่นแดนของเราชื่อว่ากบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระบิดา พระมารดาผู้ชนนีมีพระนามว่า มายาเทวี         

เราครองอาคาริยวิสัยอยู่ 29 พรรษา มีปราสาท 3 หลัง ชื่อว่า  สุจันทะ โกกนุท และโกญจะ พร้อมด้วยสตรีสี่หมื่นนางเฝ้าแหนอลังการ ยอดนารีมีนามว่ายโสธรา โอรสนามว่าราหุล 

เราเห็นนิมิต 4 ประการแล้ว สละออกผนวชด้วยม้าเป็นราชยาน บำเพ็ญเพียรอันเป็นทุกรกิริยาสิ้นเวลา 6 ปี (ครั้นตรัสรู้แล้ว) ได้ประกาศธรรมจักรที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในถิ่นแห่งพาราณสี 

เรา ผู้โคตมสัมพุทธ เป็นที่พึ่งของมวลประชา มีภิกษุ 2 รูป เป็นอัครสาวก คือ อุปดิสส์ และโกลิต มีอุปัฏฐากอยู่ภายในใกล้ชิดชื่อว่า อานนท์ ภิกษุณีที่เป็นคู่อัครสาวิกา คือ เขมา และอุบลวรรณา อุบาสกผู้เป็นอัครอุปัฏฐาก คือ จิตตะ และหัตถาฬวกะ กับทั้งอุบาสิกาที่เป็นอัครอุปัฏฐายิกา คือ นันทมารดา และอุตตรา 

เราบรรลุอุดมสัมโพธิญาณที่ควงไม้อัสสัตถพฤกษา (แต่นั้นมา) รัศมีหนึ่งวาวงรอบกายของเราอยู่เสมอพวยพุ่งสูง 16 ศอก อายุขัยของเราบัดนี้ เล็กน้อยเพียงแค่ในร้อยปี แต่ชั่วเวลาเท่าที่ดำรงชีวีอยู่นั้น เราได้ช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏสงสารไปได้มากมาย ทั้งตั้งคบเพลิงธรรมไว้ปลุกคนภายหลังให้เกิดปัญญาที่จะตื่นขึ้นมาตรัสรู้ต่อไป

อีกไม่นานเลย แม้เรา พร้อมทั้งหมู่สงฆ์สาวก ก็จะปรินิพพาน ณ ที่นี้แล เหมือนดังไฟที่ดับไปเพราะสิ้นเชื้อ ประดาเดชอันไม่มีใดเทียบได้ ความยิ่งใหญ่ ทศพลญาณ และฤทธาปาฏิหาริย์ หมดทั้งสิ้นเหล่านี้ พร้อมทั้งเรือนร่างวรกายที่ทรงไว้ซึ่งคุณสมบัติ วิจิตรด้วยวรลักษณ์ทั้ง 32 ประการ อันมีดวงประภาฉัพพรรณรังสี ที่ได้ฉายแสงสว่างไสวไปทั่วทศทิศ ดุจดวงอาทิตย์ศตรังสี ก็จักพลันลับดับหาย สังขารทั้งหลายล้วนว่างเปล่าดังนี้มิใช่หรือ 

(โคตมพุทฺธวํส, ขุ.พุทธ.33/26/543)


สังขารไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน ควรจะคลายหายหื่นหายเมา

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ ณ ที่นั้นแล … ได้ตรัสดังนี้ว่า … 

ภิกษุทั้งหลาย ในกาลก่อนได้เคยเป็นมาแล้ว ภูเขาเวปุลละนี้ได้เกิดมีชื่อว่าปาจีนวังสะ สมัยนั้นแล เหล่าประชาชนได้ชื่อว่าชาวติวรา … จงดูเถิด ชื่อภูเขานี้ที่เรียกว่าปาจีนวังสะนั้น ก็อันตรธานไปแล้ว ประชาชนชาวติวราเหล่านั้นก็ดับชีพลับหายไปแล้ว … 

ภูเขาเวปุลละนี้ได้เกิดมีชื่อว่าวงกต สมัยนั้นแล เหล่าประชาชนได้ชื่อว่าชาวโรหิตัสสะ … 

ภูเขาเวปุลละนี้ได้เกิดมีชื่อว่าสุปัสสะ สมัยนั้นแล เหล่าประชาชนได้ชื่อว่าชาวสุปปิยา … 

ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้แล ภูเขาเวปุลละนี้มีชื่อว่าเวปุลละนี่แหละ แลบัดนี้ เหล่าประชาชนมีชื่อว่าชาวมคธ … และบัดนี้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ เสด็จอุบัติแล้วในโลก แลเรามีคู่แห่งสาวก ที่เป็นคู่เลิศ เป็นคู่ที่ดีเยี่ยม ชื่อว่าสารีบุตรและโมคคัลลานะ 

ภิกษุทั้งหลาย เวลานั้นจักมาถึง เมื่อชื่อภูเขานี้จักลับหาย หมู่มนุษย์เหล่านี้จักลับล่วงจากไป และเราก็จักปรินิพพาน

ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ไม่ยั่งยืนอย่างนี้ ให้ความมั่นใจไม่ได้อย่างนี้ ตามภาวะที่เป็นไปนี้ จึงควรแท้ที่จะหน่ายหายเมาในสรรพสังขาร ควรที่จะเปลื้องคลายโล่งออกไป ควรที่จะพ้นกิเลสไปได้ …

ภูเขาปาจีนวังสะของหมู่ชนชาวติวรา มาเป็นภูเขาวงกตของหมู่ชนชาวโรหิตัสสะ เป็นภูเขาสุปัสสะของหมู่ชนชาวสุปปิยา เป็นภูเขาเวปุลละของหมู่ชนชาวมคธ ไม่เที่ยงเลยหนอ สังขารทั้งหลาย มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ความสงบวางลงปลงได้แห่งสังขารเหล่านั้นเป็นสุข

 (สํ.นิ.16/456/225)

แม้ชีวิตจะผันแปรทุกข์ภัยเวียนมาสารพัน ผู้รู้ธรรมแล้วรู้ทัน ย่อมมุ่งมั่นพากเพียรต่อไป

ภิกษุทั้งหลาย สำหรับปุถุชนผู้มิได้เล่าเรียนสดับฟัง สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา ก็ย่อมแก่ … สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ก็ย่อมเจ็บไข้ … สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา ก็ย่อมตาย … สิ่งที่มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ก็ย่อมเสื่อมสลายไป … สิ่งที่มีความสูญสิ้นไปเป็นธรรมดา ก็ย่อมสูญสิ้นไป 

… เมื่อสิ่งที่มีความสูญสิ้นไปเป็นธรรมดา มาสูญสิ้นไป เขาหาได้มองเห็นตระหนักไม่ว่า มิใช่ว่าสิ่งที่มีความสูญสิ้นไปเป็นธรรมดาของเราผู้เดียวเท่านั้น จะสูญสิ้นไป แท้จริงนั้น ตราบใดที่สัตว์ทั้งหลาย ยังมีการมา มีการไป มีการจากหายเคลื่อนย้าย มีการเกิดขึ้นมาใหม่กันอยู่ สิ่งที่มีความสูญสิ้นไปเป็นธรรมดา ก็ย่อมสูญสิ้นไปทั้งนั้น ตัวเราเองนี่แหละ เมื่อสิ่งที่มีความสูญสิ้นไปเป็นธรรมดาสูญสิ้นไปแล้ว ถ้าจะมามัวเศร้าโศก คร่ำครวญ ร่ำไร ตีอก ร่ำไห้ ฟูมฟายไป แม้แต่อาหารก็จะไม่อยากรับประทาน ร่างกายก็จะมีผิวพรรณเศร้าหมอง ซูบผอม งานการก็จะสะดุดเสียหาย เหล่าพวกอมิตรก็จะดีใจ ส่วนมิตรทั้งหลายก็จะพลอยใจเสีย

ด้วยประการดังว่านี้ เมื่อสิ่งที่มีความสูญสิ้นไปเป็นธรรมดา มาสูญสิ้นไป เขาก็ได้แต่เศร้าโศก คร่ำครวญ ร่ำไร ตีอก ร่ำไห้ ฟูมฟายไป 

นี้เรียกว่าปุถุชนผู้มิได้เล่าเรียนสดับฟัง ถูกลูกศรอาบยาพิษคือความโศกเศร้า เสียบแทงเข้าแล้ว ได้แต่ทำตัวเองให้เดือดร้อน

ภิกษุทั้งหลาย ส่วนว่าอริยสาวกผู้ได้เรียนสดับแล้ว สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา ก็ย่อมแก่ … สิ่งที่มีความสูญสิ้นไปเป็นธรรมดา ก็ย่อมสูญสิ้นไป
… เมื่อสิ่งที่มีความสูญสิ้นไปเป็นธรรมดา มาสูญสิ้นไป เขามองเห็นตระหนักดังนี้ว่า มิใช่ว่าสิ่งที่มีความสูญสิ้นไปเป็นธรรมดาของเราผู้เดียวเท่านั้น จะสูญสิ้นไป แท้จริงนั้น ตราบใดที่สัตว์ทั้งหลาย ยังมีการมา มีการไป มีการจากหายเคลื่อนย้าย มีการเกิดขึ้นมาใหม่กันอยู่ สิ่งที่มีความสูญสิ้นไปเป็นธรรมดา ก็ย่อมสูญสิ้นไปทั้งนั้น …

ด้วยประการดังว่านี้ เมื่อสิ่งที่มีความสูญสิ้นไปเป็นธรรมดา มาสูญสิ้นไป อริยสาวกนั้นก็ไม่มัวโศกเศร้า คร่ำครวญ ร่ำไร ตีอก ร่ำไห้ ฟูมฟายอยู่ …
อริยสาวกนั้น ผู้ไม่มีความโศกศัลย์ ไม่มีลูกศรเสียบแทงใจ ทำตนให้หายทุกข์ร้อนสงบเย็นได้ …
ความโศกเศร้า การคร่ำครวญร่ำไห้ จะช่วยให้ได้ประโยชน์อะไรในโลกนี้ แม้แต่น้อย ก็หาไม่ บัณฑิตผู้รู้เข้าใจฉลาดในการวินิจฉัยเรื่องราว ย่อมไม่หวั่นไหวต่อเคราะห์ร้ายภัยพิบัติ … ประโยชน์ที่ดีงามพึงมุ่งหมาย จะสำเร็จได้ที่ไหน ด้วยวิธีการอย่างไร ก็พึงพากเพียรมุ่งหน้าทำไปที่นั่นด้วยวิธีการนั้นๆ
หากรู้ชัดว่าจุดหมายนั้น ไม่ว่าเราหรือคนอื่นใด ไม่มีใครจะให้สำเร็จได้ ก็ไม่ต้องเศร้าเสียใจ พึงวางจิตสงบตั้งใจแน่วลงไปว่า ทีนี้ เราจะทำการอะไรมุ่งมั่นต่อไป

 (องฺ.ปฺจก.22/48/60–63)

เพียรทำให้สำเร็จด้วยกรรมดี ไม่มัวรีรอขอผลดลบันดาล

“คนพาลมีกรรมดำ ถึงจะโลดแล่นไปยัง (แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ คือ) แม่น้ำพาหุกา ท่าน้ำอธิกักกะ ท่าน้ำคยา แม่น้ำสุนทริกา แม่น้ำสรัสวดี ท่าน้ำปยาคะ และแม่น้ำพาหุมดี เป็นนิตย์ ก็บริสุทธิ์ไม่ได้ …

ดูกรพราหมณ์ ท่านจงอาบตนในหลักธรรมนี้เถิด จงสร้างความเกษมแก่สัตว์ทั้งปวงเถิด ถ้าท่านไม่กล่าวเท็จ ไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่ทำอทินนาทาน เป็นผู้มีศรัทธา หาความตระหนี่มิได้ไซร้ ท่านจะต้องไปท่าน้ำคยาทำไม แม้น้ำดื่มของท่านก็เป็นน้ำคยาแล้ว”

(ม.มู.12/98/70)

“ถ้าแม้นบุคคลจะพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะการอาบน้ำ (ชำระบาป) กบ เต่า นาค จระเข้ และสัตว์เหล่าอื่นที่เที่ยวไปในแม่น้ำ ก็จะพากันไปสู่สวรรค์แน่นอน … ถ้าแม่น้ำเหล่านี้จะพาเอาบาปที่ท่านทำไว้แล้วในกาลก่อนไปได้ไซร้ แม่น้ำเหล่านี้ก็ต้องพาเอาบุญของท่านไปได้ด้วย”

(ขุ.เถรี.26/466/473)

บูชายัญใหญ่ยิ่ง แต่ผู้มีความดียิ่งใหญ่ ไม่มาเฉียดใกล้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี

ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตระเตรียมการบูชามหายัญ โคผู้ 500 ตัว ลูกโคผู้ 500 ตัว ลูกโคเมีย 500 ตัว แพะ 500 ตัว และแกะ 500 ตัว ถูกนำไปผูกที่หลักเพื่อบูชายัญ แม้ประดาเหล่าชนที่เป็นทาส เป็นคนรับใช้ หรือกรรมกร ถูกขู่ด้วยอาชญา ถูกภัยคุกคาม มีหน้านองน้ำตา ร้องไห้พลาง ทำงานเตรียมการทั้งหลายไปพลาง …

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบความนั้นแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า

พิธีอัศวเมธ (ฆ่าม้าบูชายัญ) ปุริสเมธ (ฆ่าคนบูชายัญ) สัมมาปาสะ (มหายัญบนแท่นบูชาตรงที่หล่นลงของไม้ลอดบ่วง) วาชเปยยะ (มหายัญดื่มฉลองฆ่าสัตว์ใหญ่ 17 อย่างละหลายร้อยตัว)  นิรัคคฬะ (ฆ่าครบทุกอย่างไม่มีขีดคั่นบูชาเป็นมหายัญ) เป็น

การบูชายัญอย่างยิ่งใหญ่ มีการจัดเตรียมการใหญ่โต จะได้มีผลมากมายก็หาไม่ มีแต่แพะ แกะ โค และสัตว์หลากหลายชนิด จะถูกฆ่า, ยัญนั้น ท่านผู้ดำเนินในปฏิปทาถูกทาง ผู้แสวงคุณความดียิ่งใหญ่ ย่อมไม่เฉียดใกล้

 (สํ.ส.15/349/109)

กูฏทันตพราหมณ์ กล่าวว่า

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอปล่อยโคผู้ 700 ลูกโคผู้ 700 ลูกโคเมีย 700 แพะ 700 แกะ 700 ข้าพเจ้าให้ชีวิตแก่สัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่านั้นจงกินหญ้าเขียวสด จงดื่มน้ำเย็น จงรับลมสดชื่นที่พัดโชยมาให้สุขสบายเถิด

   (ที.สี.9/236/189)

พระพรหม ไตรเพท บูชายัญ วรรณะ ล้วนคือโมฆะที่แต่งสรร

(ขุ.ชา.28/761/258)

ชั้นวรรณะหมดไป คนยิ่งใหญ่โดยธรรมด้วยความดี 

บุคคลไม่เป็นคนถ่อยทรามเพราะชาติกำเนิด ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด แต่เป็นคนถ่อยทรามเพราะกรรม (สิ่งที่คิด-พูด-ทำ) เป็นพราหมณ์เพราะกรรม (สิ่งที่คิด-พูด-ทำ)

(ขุ.สุ.25/305/349)

กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล จนถึงคนขนขยะ ทุกคนสงบกิเลสแล้ว ฝึกตนแล้ว ก็เป็นผู้เย็นชื่นสนิทหมดทั้งนั้น เมื่อเป็นผู้เย็นทุกคนแล้ว ก็ไม่มีใครดีกว่า ไม่มีใครเลวกว่าใคร

(ขุ.ชา.27/1918/376)

แม่น้ำสินธู แม่น้ำสรัสวดี แม่น้ำจันทภาคา แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำสรภู และมหินที ทั้งหมดนี้เมื่อหลั่งไหลมา สาครย่อมรับไว้ด้วยกัน ชื่อเดิมนั้นก็สลัดหาย หมายรู้กันแต่ว่าเป็นทะเลใหญ่ 

เหล่าชน 4 วรรณะนี้ ก็เช่นกัน บรรพชาในสำนักของพระองค์ ก็ละชื่อเดิมหมดไป หมายรู้กันแต่ว่าเป็นพุทธบุตร (หมดทั้งนั้น)

(ขุ.อป.32/3/39)

ดูกรวาเสฏฐะฯ แท้จริงนั้น บรรดาวรรณะทั้งสี่นี้ ผู้ใด… ห่างไกลกิเลส … หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ ผู้นั้นแลเรียกว่า เป็นผู้เลิศสุดเหนือกว่าวรรณะทั้งหมดนั้น 

ทั้งนี้ก็โดยธรรมนั่นเอง หาใช่โดยสิ่งอันมิใช่ธรรมไม่ ด้วยว่า ธรรมนี่แหละ ประเสริฐสูงสุดในหมู่มนุษย์ ทั้งบัดนี้ และเบื้องหน้า …

(ที.ปา.11/53/90)

ตบะไล่บาปไม่ไป ใช้สมาธิและปัญญาจึงหมดอวิชชาเป็นอิสระได้

(ที.ปา.11/23/42)

สมณพราหมณ์เหล่าใด มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ มีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ มีความประพฤติทางใจบริสุทธิ์ มีอาชีพบริสุทธิ์ สมณพราหมณ์เหล่านั้น จึงควรเพื่อญาณทัศนะ เพื่อความตรัสรู้สูงสุด … 

ดูกรสาฬหะ นักรบเป็นผู้ยิงได้ไกล แม้ฉันใด ฉันนั้นนั่นแล อริยสาวกก็เป็นผู้มีสัมมาสมาธิ, อริยสาวกผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมมองเห็นด้วยสัมมาปัญญาตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูป… เวทนา… สัญญา… สังขาร… วิญญาณ… ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา 

ดูกรสาฬหะ นักรบเป็นผู้ยิงแม่นไว ฉันใด ฉันนั้นนั่นแล อริยสาวกก็เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ, อริยสาวกผู้มีสัมมาทิฏฐิ ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ดูกรสาฬหะ นักรบเป็นผู้ทำลายเป้าหมายทั้งใหญ่ได้ ฉันใด ฉันนั้นนั่นแล อริยสาวกก็เป็นผู้มีสัมมาวิมุตติ, อริยสาวกผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมทำลายเสียได้ซึ่งกองอวิชชาอันใหญ่

(องฺ.จตุกฺก.21/196/271-5)

45 พรรษาแห่งพุทธกิจ

ในเวลา 45 ปีแห่งการบำเพ็ญพุทธกิจ พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปประทับจำพรรษา ณ สถานที่ต่างๆ ซึ่งท่านได้ประมวลไว้ พร้อมทั้งเหตุการณ์สำคัญบางอย่างเป็นที่สังเกตดังนี้

พรรษาที่ 1 ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสี (โปรดพระเบญจวัคคีย์)

พรรษาที่ 2-3-4 พระเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ (ระยะประดิษฐานพระศาสนา เริ่มแต่โปรดพระเจ้าพิมพิสาร ได้อัครสาวก ฯลฯ เสด็จนครกบิลพัสดุ์ครั้งแรก ฯลฯ อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นอุบาสกถวายพระเชตวัน; ถ้าถือตามพระวินัยปิฎก พรรษาที่ 3 น่าจะประทับที่พระเชตวัน นครสาวัตถี)

พรรษาที่ 5 กูฏาคาร ในป่ามหาวัน นครเวสาลี (โปรดพระพุทธบิดาซึ่งปรินิพพานที่กรุงกบิลพัสดุ์ และโปรดพระญาติที่วิวาทเรื่องแม่น้ำโรหิณี พระมหาปชาบดีผนวช เกิดภิกษุณีสงฆ์)

พรรษาที่ 6 มกุลบรรพต (ภายหลังทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ที่นครสาวัตถี)

พรรษาที่ 7 ดาวดึงสเทวโลก (แสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา)

พรรษาที่ 8 เภสกลาวัน ใกล้เมืองสุงสุมารคีรี แคว้นภัคคะ (พบนกุลบิดา และนกุลมารดา)

พรรษาที่ 9 โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี 

พรรษาที่ 10 ป่าตำบลปาริเลยยกะ ใกล้เมืองโกสัมพี (ในคราวที่ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีทะเลาะกัน)

พรรษาที่ 11 เอกนาลา หมู่บ้านพราหมณ์

พรรษาที่ 12 เมืองเวรัญชา 

พรรษาที่ 13 จาลิยบรรพต

พรรษาที่ 14 พระเชตวัน (พระราหุลอุปสมบทวาระนี้)

พรรษาที่ 15 นิโครธาราม นครกบิลพัสดุ์

พรรษาที่ 16 เมืองอาฬวี (ทรมานอาฬวกยักษ์)

พรรษาที่ 17 พระเวฬุวัน นครราชคฤห์

พรรษาที่ 18-19 จาลิยบรรพต

พรรษาที่ 20 พระเวฬุวัน นครราชคฤห์ (โปรดมหาโจรองคุลิมาล พระอานนท์ได้รับหน้าที่เป็นพระพุทธอุปัฏฐากประจำ)

พรรษาที่ 21-44  ประทับสลับไปมา ณ พระเชตวัน กับบุพพาราม พระนครสาวัตถี (รวมทั้งคราวก่อนนี้ด้วย อรรถกถาว่าพระพุทธเจ้าประทับที่เชตวนาราม 19 พรรษา ณ บุพพาราม 6 พรรษา)

พรรษาที่ 45 เวฬุวคาม ใกล้นครเวสาลี


พุทธกิจประจำวัน

นอกจากสถานที่ทรงจำพรรษาใน 45 ปีแห่งพุทธกิจแล้ว พระอรรถกถาจารย์ได้ประมวลพระพุทธกิจที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติเป็นประจำในแต่ละวันไว้ด้วยว่ามี 5 อย่าง เรียกว่า พุทธกิจประจำวัน 5 ดังนี้

  1. ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ เวลาเช้าเสด็จบิณฑบาต
  2. สายณฺเห ธมฺมเทสนํ เวลาเย็นทรงแสดงธรรม
  3. ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ เวลาค่ำประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ
  4. อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ เที่ยงคืนทรงตอบเทวปัญหา
  5. ปจฺจุสฺเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ จวนสว่าง ทรงตรวจพิจารณาสัตว์ที่สามารถและยังไม่สามารถบรรลุธรรม ว่าควรจะเสด็จไปโปรดผู้ใด

(สรุปท้ายว่า เอเต ปญฺจวิเธ กิจฺเจ วิโสเธติ มุนิปุงฺคโว พระพุทธเจ้าองค์พระมุนีผู้ประเสริฐ ทรงยังกิจ 5 ประการนี้ให้หมดจด)


ต้นแบบสังคายนาและพุทธปัจฉิมวาจา

527 BC (ตัวเลขฝ่ายตะวันตก) มหาวีระ (นิครนถนาฏบุตร) ศาสดาแห่งศาสนาเชน/ไชนะ สิ้นชีพ สาวกทะเลาะวิวาทกันเป็นข้อปรารภที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้มีการสังคายนา และครั้งหนึ่งพระสารีบุตรได้แสดงสังคีติสูตรไว้เป็นตัวอย่าง

1 ปี ก.พศ. (=543 BC; ฝรั่งว่า 483 BC ) ในวันเพ็ญวิสาขปุรณมี หลังจากบำเพ็ญพุทธกิจ 45 พรรษา พระพุทธเจ้ามีพระชนมายุ 80 พรรษา เสด็จปรินิพพาน ที่สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา

พระพุทธปัจฉิมวาจา… “วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” (สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา จงทำกิจทั้งปวงให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท)

หลังพุทธกาล

สังคายนา ครั้งที่ 1 – พญามิลินท์

สังคายนา ครั้งที่ 1

3 เดือน หลังพุทธปรินิพพาน (9 เดือน ก.พศ.) มีการสังคายนาครั้งที่ 1 ปรารภเรื่องสุภัททภิกษุ ผู้บวชเมื่อแก่ กล่าวจาบจ้วงพระธรรมวินัย และเพื่อให้พระธรรมวินัยรุ่งเรืองอยู่สืบไป โดยที่ประชุมพระอรหันต์ 500 รูป มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน พระอุบาลีเป็นผู้วิสัชนาพระวินัย พระอานนท์วิสัชนาพระธรรม (ที่จัดแยกเป็นพระสูตรและพระอภิธรรม) ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหา ภูเขาเวภารบรรพต เมืองราชคฤห์ โดยพระเจ้าอชาตศัตรููทรงอุปถัมภ์ ใช้เวลา 7 เดือน


พ.ศ. 1-100

การนับพุทธศักราช 

โดยวิธีนับว่า “บัดนี้ พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน ล่วงแล้วได้ 1 ปี/พรรษา” จึงถือว่า 1 ปี หลังพุทธปรินิพพาน เริ่มต้นพุทธศักราชเป็น พ.ศ. 1 (นี้เป็นการนับแบบไทย ส่วนศรีลังกา และพม่า นับพุทธศักราชเริ่มแต่พุทธปรินิพพาน ดังนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานครบ 1 ปีแล้ว ต่อจากนั้นก็เป็น พ.ศ. 2)

สายอชาตศัตรูสิ้นวงศ์ สู่ปาฏลีบุตร 

พ.ศ. 1-20 (543-523 BC; ตามฝรั่ง=483-463 BC) หลังพุทธปรินิพพานในปีที่ 8 ของรัชกาลแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูครองราชย์ต่อมาอีก 24 ปี จึงถูกโอรสคือเจ้าชายอุทัยภัทรทำปิตุฆาต ระหว่างนั้นแคว้นโกศล และแคว้นวัชชีได้สูญอำนาจ ตกเป็นของมคธแล้ว มคธจึงครองความเป็นใหญ่ในชมพูทวีป เมื่ออุทัยภัทร
ขึ้นครองราชย์แล้ว ต่อมา ได้ย้ายเมืองหลวงไปยังปาฏลีบุตร (เมืองหน้าด่านที่พระเจ้าอชาตศัตรูได้ให้สุนีธะและวัสสการะสร้างขึ้นตอนปลายพุทธกาล) เป็นครั้งแรก

พ.ศ. 72 (471 BC; ตามฝรั่ง=411 BC) หลังจากกษัตริย์ทำปิตุฆาตต่อกันมา 5 รัชกาล ราษฎรได้พร้อมใจกันปลงชีพกษัตริย์พระนามว่านาคทาสก์ แล้วสถาปนาอำมาตย์ชื่อสุสุนาคขึ้นเป็นกษัตริย์ ตั้งราชวงศ์ใหม่ ย้ายเมืองหลวงไปตั้งที่เวสาลีโอรสของพระเจ้าสุสุนาค พระนามว่ากาลาโศก เมื่อครองราชย์ในปีที่ 10 ตรงกับ พ.ศ. 100 ได้ทรงอุปถัมภ์สังคายนาครั้งที่ 2 และในรัชกาลนี้ ได้ย้ายเมืองหลวงไปตั้งที่ปาฏลีบุตรเป็นการถาวร 


สังคายนา ครั้งที่ 2

พ.ศ. 100 (443 BC; ตามฝรั่ง=381 BC) มีสังคายนา ครั้งที่ 2 ปรารภเรื่องภิกษุวัชชีบุตรแสดงวัตถุ 10 ประการ นอกธรรมวินัย พระยศกากัณฑบุตรเป็นผู้ชักชวนพระอรหันต์ 700 รูป ประชุมทำที่วาลิการาม เมืองเวสาลี พระเรวตะเป็นผู้ถาม พระสัพพกามีเป็นผู้วิสัชนา โดยพระเจ้ากาลาโศกราชทรงอุปถัมภ์ ใช้เวลา 8 เดือน


พ.ศ. 101 – 200

เกิดนิกายในพระพุทธศาสนา 

อย่างไรก็ดี ภิกษุวัชชีบุตรได้แยกตัวออกจากเถรวาท กลายเป็นพวกหนึ่งต่างหาก เรียกชื่อว่า “มหาสังฆิกะ” (พวกสงฆ์หมู่ใหญ่) และทำสังคายนาต่างหากเรียกว่ามหาสังคีติ เป็นอาจริยวาทกลุ่มใหม่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มให้เกิดนิกายขึ้น และเป็นต้นกำเนิดของอาจารยวาท/อาจริยวาท ที่ต่อมาเรียกตนเองว่า “มหายาน”

ทั้งนี้ มหาสังฆิกะนั้นได้แตกย่อยออกไป จนกลายเป็นอาจริยวาท 6 นิกาย ทางด้านเถรวาทเดิม ก็ได้มีอาจริยวาทแยกออกไป 2 พวก แล้ว 2 พวกนั้นก็แตกย่อยออกไปๆ จนกลายเป็น 11 อาจริยวาท จนกระทั่งในช่วง 100 ปี กว่าจะถึง พ.ศ. 200 พระพุทธศาสนาก็ได้มีนิกายย่อยทั้งหมด 18 เรียกว่า 18 อาจริยวาทบ้าง 18 อาจริยกุลบ้าง 18 นิกายบ้าง (คือ เถรวาทดั้งเดิม 1 กับ อาจริยวาทอื่นๆ 17) เป็นปัญหาที่รอการชำระสะสางแล้วทำสังคายนา ครั้งที่ 3 (คำว่า “หีนยาน” ก็ดี “มหายาน” ก็ดี ไม่มีในคัมภีร์บาลี นอกจากที่เขียนในสมัยปัจจุบัน)

ราชวงศ์นันทะ ครองมคธ 

พ.ศ. 140 (=403 BC; ตามฝรั่ง= c. 343 BC) มหาปัทมนันทะสังหารกษัตริย์แห่งราชวงศ์สุสุนาคแล้ว ขึ้นครองราชย์ ตั้งราชวงศ์นันทะ ซึ่งครองมคธสืบต่อกันมาถึงองค์สุดท้ายคือธนนันทะ รวมทั้งสิ้น 9 รัชกาล จบสิ้นใน พ.ศ. 162 (=381 BC; ตามฝรั่ง =321 BC) รวม 22 ปี

เรื่องข้างเคียงในอินเดีย (มหากาพย์ มหาภารตะ) 

400 BC (ในช่วงเวลาแต่นี้ ถึงราว ค.ศ. 400 คือช่วง พ.ศ. 150-950 ซึ่งไม่อาจชี้ชัด) ฤๅษีวยาสได้แต่งมหากาพย์สันสกฤตเรื่องมหาภารตะ อันเป็นกวีนิพนธ์ที่ยาวที่สุดในโลก (คงเริ่มเรื่องเดิมที่เป็นแกนแล้วแต่งเพิ่มกันต่อมา) ว่าด้วยสงครามใหญ่เมื่อราว 1,000-400 ปีก่อนพุทธกาล อันเกิดขึ้นในวงศ์กษัตริย์ ระหว่างโอรสของเจ้าพี่เจ้าน้อง คือ เหล่าโอรสของ ธฤตราษฏร์ (เรียกว่า เการพ) กับเหล่าโอรสของ ปาณฑุ (เรียกว่า ปาณฑพ) ซึ่งรบกันที่ทุ่งกุรุเกษตร (เหนือเดลีปัจจุบัน) จนฝ่ายเการพสิ้นชีพทั้งหมด ยุธิษฐิระพี่ใหญ่ฝ่ายปาณฑพขึ้นครองราชย์ที่หัสตินาปุระ และมีเรื่องต่อไปจนเสด็จสู่สวรรค์

ภควัทคีตา ซึ่งเป็นคัมภีร์ปรัชญาสำคัญยวดยิ่งของฮินดู ก็เป็นส่วนหนึ่งอยู่ในเรื่องนี้ โดยเป็นบทสนทนาระหว่าง กฤษณะ กับเจ้าชายอรชุน

อเลกซานเดอร์กลับไป จันทรคุปต์ขึ้นมา 

พ.ศ. 151-8 (ตามฝรั่งนับ=332-325 BC) พระเจ้าอเลกซานเดอร์มหาราชเดินทัพผ่านหรือมีชัยในที่ใดอันสำคัญ มักสร้างเมืองขึ้นใหม่และตั้งชื่อเมืองเฉลิมพระเกียรติว่า “Alexandria” ดังเช่นเมืองชื่อนี้ที่สำคัญซึ่งยังคงอยู่ที่อียิปต์เป็นต้น แม้ทางชมพูทวีป ก็มีอเลกซานเดรียหลายแห่ง เช่นเมืองที่บัดนี้เรียก Herat (=Alexandria of the Arians), Kandahar และแห่งหนึ่งในที่ไม่ไกลจากเมือง Kabul ในอัฟกานิสถาน

ในพระไตรปิฎก มี 2-3 แห่ง กล่าวถึงเมืองชื่อ “อลสันทะ” ซึ่งสันนิษฐานกันว่าได้แก่ อเลกซานเดรียนี้ และคัมภีร์ในพระไตรปิฎกเล่มใดมีชื่อเมืองนี้ก็กล่าวได้ว่าเพิ่งยุติในสมัยสังคายนาครั้งที่ 3 ในคัมภีร์มิลินทปัญหา พญามิลินท์ (Menander) ตรัสว่าพระองค์ประสูติที่เมืองอลสันทะ

หลังจากอเลกซานเดอร์เลิกล้มความคิดที่จะตีมคธและยกทัพกลับออกไปจากชมพูทวีปในปี 325 BC แล้วไม่นาน จันทรคุปต์ก็ตีมคธได้สำเร็จ

กรีก รบ-สงบ-ส่งทูต สู่ปาฏลีบุตร

พ.ศ. 162 (=381 BC; แต่ฝรั่งนับ=321 BC) จันทรคุปต์ปราบกษัตริย์นันทะได้ ขึ้นครองมคธ ตั้งราชวงศ์ใหม่คือโมริยะ จากนั้นอีก 16 ปี ยกทัพมารบชนะกษัตริย์กรีก คือซีลูคัส ที่ 1 (Seleucus I) ซึ่งยอมยกดินแดนคันธาระแถบ Kandahar ให้ โดยขอแลกได้ช้างไป 500 เชือก ต่อนั้นอีก 3 ปี (ตามฝรั่ง=302 BC) เมคาสธีนีส (Megasthenes) ชาวไอโอเนียนกรีก (โยนก) ได้เป็นทูตของพระเจ้าซีลูคัสที่ 1 ไปอยู่ที่เมืองปาฏลีบุตร (กรีกเรียก Palimbothra, ปัจจุบันเรียก Patna/ปัฏนา) และได้เขียนบันทึก 4 เล่ม ชื่อ Indica เล่าถึงความเจริญรุ่งเรืองแห่งแคว้นมคธของพระเจ้าจันทรคุปต์ (กรีกเรียก Sandrocottus) และความอุดมสมบูรณ์ของชมพูทวีปไว้ (ฝรั่งว่า Megasthenes เป็นนักประวัติศาสตร์ และว่าคงเป็นชาวยุโรปคนแรกที่ได้เห็นแม่น้ำคงคา)

พ.ศ. 186 (=357 BC; แต่ฝรั่งนับ=297 BC) สิ้นรัชกาลพระเจ้าจันทรคุปต์ โอรสคือพระเจ้าพินทุสารครองราชย์ต่อมาอีก 28 ปี


พ.ศ. 201 – 300

เข้าสู่ยุคอโศกมหาราช 

พ.ศ. 214 (=329 BC; แต่ฝรั่งนับ=268 BC) สิ้นรัชกาลพระเจ้าพินทุสาร เจ้าชายอโศก ซึ่งเป็นอุปราชอยู่ที่กรุงอุชเชนี ในแคว้นอวันตี ดำเนินการยึดอำนาจโดยกำจัดพี่น้อง ครองอำนาจโดยยังไม่ได้อภิเษกอยู่ 4 ปี

อโศกมหาราช จักรพรรดิธรรมราชา 

พ.ศ. 218 (=325 BC; แต่ฝรั่งนับ=265 BC) พระเจ้าอโศกมหาราชราชาภิเษกแล้ว แผ่ขยายอาณาจักรออกไป จนได้แม้แต่แคว้นกลิงคะที่เข้มแข็งยิ่งยง กลายเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และมีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาลที่สุดในประวัติศาสตร์ของอินเดีย

เรื่องข้างเคียงในอินเดีย (รามเกียรติ์: พระราม-นางสีดา)  

300 BC (ไม่ก่อนนี้; ราว พ.ศ. 250) ฤาษีวาลมีกิ แต่งมหากาพย์สันสกฤตเรื่อง รามายณะ (รามเกียรติ์) ว่าด้วยเรื่องพระราม-นางสีดา แห่งอโยธยา (ในพุทธกาล=เมืองสาเกต) 

ในพระพุทธศาสนา คัมภีร์ชั้นอรรถกถาและฎีกา กล่าวถึงเรื่องมหาภารตะ และรามายณะบ่อยๆ โดยยกเป็นตัวอย่างของเรื่องเพ้อเจ้อไร้ประโยชน์ (นิรัตถกถา) จัดเป็นสัมผัปปลาปะบ้าง ติรัจฉานกถาบ้าง เว้นแต่ยกเป็นข้อพิจารณาทางธรรม (ในอรรถกถา มักเรียกว่า ภารตยุทธ และสีตาหรณะ มีบางแห่งเรียกว่า ภารตะ และรามายณะ ในฎีกาเรียกว่า ภารตปุราณะ และรามปุราณะ บ้างก็มี)


พุทธศาสนารุ่งเรือง

ยุคที่ 1

นโยบาย “ธรรมวิชัย” 

เมื่อตีแคว้นกลิงคะได้ในปีที่ 8 แห่งรัชกาล (=พ.ศ. 222=321 BC แต่ฝรั่งนับ=261 BC) พระเจ้าอโศกทรงสลดพระทัยต่อความทุกข์ยากของประชาชน และได้หันมานับถือวิถีแห่งสันติและเมตตาของพระพุทธศาสนา

พระเจ้าอโศกมหาราชประกาศละเลิกสังคามวิชัย หันมาดำเนินนโยบาย ธรรมวิชัย เน้นการสร้างสิ่งสาธารณูปโภค บำรุงความสุขและศีลธรรมของประชาชน อุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ สร้างวิหาร (วัด) 84,000 แห่ง เป็นศูนย์กลางศึกษา และทำศิลาจารึกสื่อสารเสริมธรรมแก่ประชาชน ประกาศหลักการแห่งเสรีภาพแบบสมัครสมานทางศาสนา ตลอดจนอุปถัมภ์สังคายนาครั้งที่ 3 และส่งพระศาสนทูต 9 สายไปประกาศพระศาสนาในแดนห่างไกล

จากศิลาจารึกของพระเจ้าอโศก ทำให้รู้ว่า แคว้นโยนะ และกัมโพชะ อยู่ในพระราชอาณาเขต อาณาจักรปาณฑยะ และโจฬะในแดนทมิฬ เป็นถิ่นข้างเคียง ศิลาจารึกยังได้กล่าวถึงกษัตริย์ที่ติดต่อในดินแดนตะวันตกอันห่างไกลมาก รวมทั้ง Ptolemy II แห่งอียิปต์
Alexander แห่งเอปิรุส หรือ โครินธ์ Antiochus II แห่งซีเรีย Antigonus II แห่ง(กรีก)มาซิโดเนีย

จารึกอโศก

พระเจ้าอโศกมหาราชได้โปรดให้ทำศิลาจารึก เริ่มแต่เมื่ออภิเษกได้ 12 พรรษา (เรานับ=พ.ศ. 226)

ในบรรดาศิลาจารึกมากมายที่ได้โปรดให้ทำไว้ตามนโยบายธรรมวิชัย นั้น ศิลาจารึกฉบับที่ค้นพบมากที่สุดถึง 12 แห่งคือจารึกฉบับเหนือ ที่ว่าด้วยการทรงเป็นอุบาสกและเข้าสู่สงฆ์ ซึ่งมีความเริ่มต้นว่า “พระผู้เป็นที่รักแห่งทวยเทพ ได้ตรัสไว้ดังนี้:- นับเป็นเวลานานกว่า 2 ปีครึ่งแล้วที่ข้าฯ ได้เป็นอุบาสก แต่กระนั้น ข้าฯ ก็มิได้กระทำความพากเพียรจริงจังเลย และนับเป็นเวลาได้อีก 1 ปีเศษแล้วที่ข้าฯ ได้เข้าสู่สงฆ์ แล้วจึงได้กระทำความพากเพียรอย่างจริงจัง” 

ในศิลาจารึกแห่งไพรัต พระเจ้าอโศกฯ ได้ตรัสปราศัยกับพระภิกษุสงฆ์ว่า

“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายย่อมทราบว่า โยมมีความเคารพและเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ มากเพียงใด… สิ่งใดก็ตามที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว สิ่งนั้นๆ ทั้งปวงล้วนเป็นสุภาษิต”

ธรรมที่พระเจ้าอโศกฯ ทรงนำมาสอนประชาชนไว้ในศิลาจารึกทั้งหลาย (ซึ่งพวกนักปราชญ์มักเรียกว่า “อโศกธรรม”) ได้แก่คำสอนสำหรับชาวบ้านทั่วไป ซึ่งเน้นการไม่เบียดเบียน การช่วยเหลือกัน และการปฏิบัติธรรมคือหน้าที่ตามหลักทิศ 6 มีแต่เรื่อง บุญ-ทาน-การไปสวรรค์ (คือธรรมะอย่างที่ชาวพุทธเมืองไทยรู้จัก แต่ทรงย้ำธรรมทาน) ไม่เอ่ยชื่อหลักธรรมลึกๆ อย่างอริยสัจ 4 ขันธ์ 5 ปฏิจจสมุปบาท นิพพาน คือทรงสอนธรรมตามจริยาวัตรของพระจักรพรรดิธรรมราชา มิได้ทรงสอนธรรมที่เป็นเทศนากิจของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ กับทั้งเห็นได้ชัดว่าทรงมุ่งยกประชาชนให้พ้นจากลัทธิบูชายัญและระบบวรรณะของพราหมณ์

หลักการไม่เบียดเบียน คือ อหิงสา หรือ อวิหิงสา ตามพุทธโอวาท ซึ่งเป็นจุดเน้นของนโยบายธรรมวิชัย ได้แสดงออกเด่นชัดทั่วไปในศิลาจารึก รวมทั้งหลักการแห่งความสามัคคีระหว่างศาสนิกต่างศาสนา (สมวายะ) ซึ่งนำหน้าและควรเป็นแบบอย่างของหลักการแห่งเสรีภาพทางศาสนา และขันติธรรม (freedom of religion และ tolerance) ที่แม้แต่มนุษย์ในยุคที่ถือว่าพัฒนาสูงยิ่งแล้วในปัจจุบัน ก็ยังปฏิบัติไม่ได้จริง หรือไม่ก็ถือไปตามความเข้าใจผิดพลาด (เช่น แทนที่จะประสานคน กลับไปปะปนหลักธรรม) 

ในศิลาจารึก ฉบับที่ 12 มีพระดำรัสว่า

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปริยทรรศี ผู้เป็นที่รักแห่งทวยเทพ ย่อมทรงยกย่องนับถือศาสนิกชนแห่งลัทธิศาสนาทั้งปวง ทั้งที่เป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์ ด้วยพระราชทาน และการแสดงความยกย่องนับถืออย่างอื่นๆ แต่พระผู้เป็นที่รักแห่งทวยเทพ ไม่ทรงพิจารณาเห็นทานหรือการบูชาอันใด ที่จะเทียบได้กับสิ่งนี้เลย สิ่งนี้คืออะไร? นั้นก็คือการที่จะพึงมีความเจริญงอกงามแห่งสารธรรมในลัทธิศาสนาทั้งปวง ก็ความเจริญงอกงามแห่งสารธรรมนี้ มีอยู่มากมายหลายประการ แต่ส่วนที่เป็นรากฐานแห่งความเจริญงอกงามนั้นได้แก่สิ่งนี้คือ การสำรวมระวังวาจา ระวังอย่างไร? คือ ไม่พึงมีการยกย่องลัทธิศาสนาของตน และการตำหนิลัทธิศาสนาของผู้อื่น เมื่อไม่มีเหตุอันควร… การสังสรรค์สมาคมกันนั่นแลเป็นสิ่งดีงามแท้ จะทำอย่างไร? คือ จะต้องรับฟังและยินดีรับฟังธรรมของกันและกัน 

จริงดังนั้น พระผู้เป็นที่รักแห่งทวยเทพทรงมีความปรารถนาว่า เหล่าศาสนิกชนในลัทธิศาสนาทั้งปวง พึงเป็นผู้มีความรอบรู้ และเป็นผู้ยึดมั่นในกรรมดี… จะบังเกิดผลให้มีทั้งความเจริญงอกงามแห่งลัทธิศาสนาของตนๆ และความรุ่งเรืองแห่งธรรม” 

พระเจ้าอโศกฯ ได้เสด็จไปนมัสการสังเวชนียสถาน ดังความในจารึก ฉบับที่ 8 ว่า

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปริยทรรศี ผู้เป็นที่รักแห่งทวยเทพ เมื่ออภิเษกแล้วได้ 10 พรรษา (=พ.ศ. 228) ได้เสด็จไปสู่สัมโพธิ (พุทธคยา-สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า) จากเหตุการณ์ครั้งนั้น จึงเกิดมีธรรมยาตรานี้ขึ้น ในธรรมยาตรานั้น ย่อมมีกิจต่อไปนี้ คือ การเยี่ยมเยียนสมณพราหมณ์และถวายทานแด่ท่านเหล่านั้น การเยี่ยมเยียนท่านผู้เฒ่าผู้สูงอายุ และการพระราชทานเงินทองเพื่อ(ช่วยเหลือ)ท่านเหล่านั้น การเยี่ยมเยียนราษฎรในชนบท การสั่งสอนธรรม และการซักถามปัญหาธรรมแก่กัน..

สารนาถ (อิสิปตนมฤคทายวัน) สถานที่แสดงปฐมเทศนา พระเจ้าอโศกฯ ก็ทรงประดิษฐานหลักศิลาใหญ่ไว้ ซึ่งมีชื่อเสียงที่สุด เพราะรูปเศียรสิงห์ทั้งสี่ บนยอดเสาศิลาจารึกนั้น ได้มาเป็นตราแผ่นดินของประเทศอินเดียในบัดนี้ และรูปพระธรรมจักรที่เทินอยู่บนหัวสิงห์ทั้งสี่นั้น ก็มาเป็นสัญลักษณ์อยู่กลางธงชาติอินเดียในปัจจุบัน

โดยเฉพาะในจารึกหลักศิลาที่ลุมพินี ที่พระพุทธเจ้าประสูติ จะเห็นชัดว่า พระเจ้าอโศกฯ ทรงมีพระราชศรัทธามากเพียงใด ดังคำจารึกว่า

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปริยทรรศี ผู้เป็นที่รักแห่งทวยเทพ เมื่ออภิเษกแล้วได้ 20 พรรษา (=พ.ศ. 238)
ได้เสด็จมาด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงกระทำการบูชา (ณ สถานที่นี้) เพราะว่า พระพุทธศากยมุนีได้ประสูติแล้ว ณ ที่นี้ (พระองค์) ได้โปรดให้สร้างรั้วศิลา และโปรดให้ประดิษฐานหลักศิลาขึ้นไว้

“โดยเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประสูติ ณ สถานที่นี้ จึงโปรดให้หมู่บ้านถิ่นลุมพินีเป็นเขตปลอดภาษี และให้เสียสละ (ผลิตผลจากแผ่นดินเป็นทรัพย์แผ่นดิน เพียง 1 ใน 8 ส่วน)”

 หลักศิลาของพระเจ้าอโศกฯ นี้ เท่ากับบอกว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นเอกบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานการอุบัติบ่งชัดที่สุด ซึ่งระบุบอกไว้ด้วยความเคารพรัก โดยบุคคลสำคัญยิ่งแห่งประวัติศาสตร์อีกท่านหนึ่ง และเป็นหลักฐานที่เกิดมีภายในกาลเวลาใกล้ชิดเพียงไม่กี่ชั่วอายุคน ซึ่งความทรงจำและการกล่าวขานพร้อมทั้งกิจการที่เกี่ยวเนื่องในสังคมยังไม่เลือนหายไป


สังคายนาครั้งที่ 3 และส่งศาสนทูต 

พ.ศ. 235 มีสังคายนา ครั้งที่ 3 ปรารภการที่มีเดียรถีย์มากมายปลอมบวชเข้ามา เนื่องจากเกิดลาภสักการะในหมู่สงฆ์อุดมสมบูรณ์ พระอรหันต์ 1,000 รูป มีพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระเป็นประธาน ประชุมทำที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร โดยพระเจ้าอโศกมหาราชทรงอุปถัมภ์ ใช้เวลา 9 เดือน

หลังสังคายนาแล้ว มีการจัดส่งพระศาสนทูต 9 สาย ไปประกาศพระศาสนา (แต่ละแห่งมีพระภิกษุร่วมคณะพอครบสงฆ์ที่จะให้อุปสมบท) คือ 

  1. พระมัชฌันติกะ ไป กัสมีร-คันธารรัฐ
  2. พระมหาเทวะ ไป มหิงสกมณฑล
  3. พระรักขิตะ ไป วนวาสี(รัฐ)
  4. พระโยนกธรรมรักขิต ไป อปรันตกะ(รัฐ)
  5. พระมหาธรรมรักขิต ไป มหารัฐ
  6. พระมหารักขิต ไป โยนกรัฐ
  7. พระมัชฌิมะ ไป เทศภาคแห่งหิมวันต์ 
  8. พระโสณะและอุตตระ ไป สุวรรณภูมิ
  9. พระมหินทะ ไป ตัมพปัณณิทวีป (ลังกา)

9 สาย มีไทยและจีน ด้วย? 

(สารัตถทีปนี ว่า มหิงสกมณฑล=อันธกรัฐ; สาสนวงส์ ว่าเทศภาคแห่งหิมวันต์=จีนรัฐ คือประเทศจีน; สุวรรณภูมิ=สุธรรมนคร คือเมืองสะเทิมในพม่า บางมติว่า=หริภุญชรัฐ บางมติว่า=สิยามรัฐ; อปรันตรัฐ คง=สุนา-ปรันตรัฐ; มหารัฐ บางมติว่า=สิยามรัฐ) 

ราชาแห่งลังกาทวีปครั้งนั้น คือพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ (พึงสังเกตว่าใช้คำนำพระนามอย่างเดียวกับพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ปรากฏในศิลาจารึกว่า “เทวานัมปิย-ปิยทัสสี” และตำนานว่ามีเชื้อสายศากยะทั้งสองพระองค์)

มหาสถูปสาญจี อยู่ในสภาพดีที่สุด 

แม้ว่าต่อมาราชวงศ์โมริยะจะสิ้นไปในปี 185 BC (พ.ศ. 298) และแม้ว่าถาวรวัตถุมากมายที่พระเจ้าอโศกฯ สร้างไว้จะถูกทำลายและพังพินาศไปแล้วตามกาลเวลาแทบทั้งหมด แต่มีปูชนียสถานสำคัญแห่งหนึ่งซึ่งได้ขุดขึ้นมาให้เห็นในปัจจุบันและนับว่าเป็นพุทธสถานที่รักษาไว้ได้ดีที่สุดในอินเดีย คือ สาญจี โดยเฉพาะมหาสถูปที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งค้นพบเมื่อปี 2361

มหาสถูปสาญจีนั้น จุดสังเกตปัจจุบัน คืออยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองโภปาล (Bhopal) ห่าง 32 กม. พระเจ้าอโศกฯ ทรงสร้างไว้ใกล้เมืองวิทิศา (Vidisha/Bhilsa) ห่างไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 23 กม. (ถ้าวัดจากอุชเชนี ก็มาทางตะวันออก 187 กม.)

มหาสถูปสาญจี กับวิทิสาเทวี 

ความสำคัญของวิทิศา คือ เมื่อก่อนครองราชย์ พระเจ้าอโศกฯ ได้มาเป็นอุปราชครองตักสิลา และต่อมาครองแคว้นอวันตี ที่เมืองอุชเชนี (ปัจจุบัน=Ujjain) ครั้งนั้นได้อภิเษกกับพระชายาองค์แรก ซึ่งเป็นธิดาของพ่อค้าชาวศากยะ ที่เมืองวิทิศานี้ คือพระวิทิสาเทวี ซึ่งเป็นพระมารดาของเจ้าชายมหินท์ และเจ้าหญิงสังฆมิตตา ผู้ได้อุปสมบทและไปประดิษฐานพระพุทธศาสนาในลังกาทวีปในกาลต่อมา

พุทธสถานโดยเฉพาะมหาสถูปสาญจีนี้ คงเป็นตัวอย่างที่ช่วยให้คนปัจจุบันมีจินตนาการมองเห็นภาพวัดวาอารามทั้งหลาย ที่พระเจ้าอโศกได้ทรงสร้างไว้ ซึ่งสูญสิ้นไปแล้วหลังยุคโมริยะ ราชวงศ์สาตวาหนะ ที่รุ่งเรืองในยุคต่อมา ก็ได้อุปถัมภ์บำรุงพุทธศาสนาที่สาญจีนี้ด้วย

กษัตริย์พราหมณ์กำจัดพุทธศาสนา

185 BC (ว่าตามฝรั่ง แต่เรานับ=245 BC =พ.ศ. 298) หลังจากพระเจ้าอโศกครองราชย์ 37 ปี (บางทีคำนวณได้ 41 ปี) และโอรส-ปนัดดาครองต่อมาอีก 47 ปี ถึง พ.ศ.298 พราหมณ์ปุษยมิตร ซึ่งเป็นอำมาตย์ ได้ปลงพระชนม์กษัตริย์พฤหัทรถ ล้มราชวงศ์โมริยะ ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ เริ่มราชวงศ์ศุงคะ แล้วล้มเลิกเสรีภาพทางศาสนา รื้อฟื้นพิธีอัศวเมธ (ฆ่าม้าบูชายัญ) ตามหลักศาสนาพราหมณ์ขึ้นมาประกอบอย่างใหญ่ยิ่งถึง 2 ครั้ง และกำจัดพุทธศาสนาอย่างรุนแรง เช่นฆ่าพระ เผาวัด และถึงกับประกาศให้ค่าหัวชาวพุทธ

อย่างไรก็ตาม ศุงคะครองอำนาจได้ไม่กว้างขวาง เพราะตอนนี้ได้มีอาณาจักรต่างๆ แตกแยกออกไปแล้ว แม้แต่ม้าอุปการแห่งพิธีอัศวเมธ ที่ปุษยมิตรปล่อยไปรานเขา ก็ถูกทัพกรีกแห่งโยนกสกัดอยู่ และต่อมาศุงคะก็กลายเป็นฝ่ายตั้งรับทัพของโยนก ศุงคะครองถึงเพียงแม่น้ำนัมมทา และอยู่ได้ 112 ปีก็สิ้นวงศ์ เพราะกษัตริย์องค์สุดท้ายถูกพวกพราหมณ์นั่นเอง สมคบกันปลงพระชนม์ แล้วพราหมณ์ปุโรหิตขึ้นครองราชย์ ตั้งวงศ์ใหม่ชื่อ กาณวายนะใน พ.ศ. 410 (73 BC)


พ.ศ. 301 – 400

พญามิลินท์ปิ่นโยนก ยอยกพุทธศาสนา 

160-135 BC (ตามฝรั่งว่า=พ.ศ. 323-348; เรานับ=พ.ศ. 383-408 แต่คัมภีร์ว่า พ.ศ. 500=43 BC) พญามิลินท์ หรือ Menander กษัตริย์บากเตรีย หรือโยนก ซึ่งฝรั่งว่าเป็น Indo-Greek king ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ครองดินแดนไพศาลตั้งแต่โยนก และคันธาระ (= อัฟกานิสถานตอนเหนือ ผ่านปากีสถาน) ลงมาถึงอินเดียพายัพ ครองราชย์ที่สาคลนคร (Sialkot) ทรงเป็นพุทธมามกะ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้ทั้งหมด

พ.ศ. 500 (= 43 BC; แต่ฝรั่งว่า=160-135 BC =พ.ศ. 323-348=เรานับ พ.ศ. 383) ตามเรื่องมิลินทปัญหา ว่าพระนาคเสนตอบคำถามของพญามิลินท์ เป็นเหตุให้ทรงเลื่อมใสในพุทธศาสนา

ในยุคนี้เริ่มเกิดมีพระพุทธรูปศิลปะคันธาระ แบบกรีก อันถือกันว่าเป็นต้นกำเนิดของพระพุทธรูปที่สืบมาจนปัจจุบัน (บางมติว่าเริ่มในยุคราชวงศ์กุษาณ) แต่อาณาจักรกรีกโยนกทั้งหมดอยู่มาอีกไม่นาน ก็สิ้นอำนาจใน 128 BC (ฝรั่งว่า=พ.ศ. 355 เรานับ=พ.ศ. 415) รวมเข้าในอาณาจักรกุษาณ ที่จะรุ่งเรืองต่อมา จนสิ้นวงศ์ในพ.ศ. 763

เรื่องข้างเคียงในอินเดีย (ลัทธิไศวะ-ลัทธิโยคะ) 

150 BC (ประมาณ พ.ศ. 400) ลัทธิไศวะ ที่นับถือพระศิวะเจริญเด่นขึ้นมาเป็นนิกายสำคัญของฮินดู ในช่วงเวลาใกล้กันนี้ ปตัญชลิได้แต่งโยคสูตร ซึ่งทำให้ลัทธิโยคะของฮินดูมีอิทธิพลมากขึ้น (ช่วงเวลาไม่แน่นอน อาจแต่งในคริสต์ศตวรรษที่ 5 คือราว พ.ศ. 1000 ก็ได้)

ทมิฬก์ถิ่นอินเดียใต้

สามอาณาจักรทมิฬ 

พ.ศ. 455 (ไทยนับ=88 BC; ฝรั่งนับ=28 BC หลักฐานบางแห่งว่า พ.ศ. 436 บ้าง 450 บ้าง) ในลังกาทวีป มีสังคายนาครั้งที่ 5

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชาวทมิฬจากอินเดียอันควรทราบ

เชื่อมความย้อนภูมิหลังว่า ในชมพูทวีปตอนล่าง ต่อจากดินแดนของชนชาวอันธระ (แคว้นกลิงคะอันเป็นดินแดนสุดท้ายที่พระเจ้าอโศกพิชิตนั้น เทียบบัดนี้ได้แก่รัฐโอริสสา และอันธรประเทศนี้) คือพ้นเขตจักรวรรดิอโศกลงไป จนตลอดถึงปลายแหลมสุดประเทศอินเดียเป็น “ทมิฬกะ” คือดินแดนของชนชาวทมิฬ 3 อาณาจักร คือ

ปาณฑยะ (Pandya อยู่ใต้สุด)

โจละ (Cola หรือ Chola อยู่เหนือขึ้นมาจนต่อกับอันธระ)

เจระ หรือ เกราละ (Cera, Chera หรือ Kerala เป็นดินแดนผืนแคบๆ ทอดจากเหนือลงสุดใต้ตามชายทะเลฝั่งตะวันตกเคียงไปกับ 2 อาณาจักรแรก พวกเจระนี้ไม่พูดภาษาทมิฬอย่าง 2 พวกแรก แต่พูดภาษามลายลัม บางตำราไม่จัดพวกเจระเป็นทมิฬ แต่ทั้งชาวทมิฬและพวกเจระ ก็ล้วนเป็นทราวิทเช่นเดียวกับชาวอันธระที่อยู่เหนือขึ้นไป)

แดนทมิฬในยุคอโศก 

อาณาจักรเหล่านี้มีมาแต่โบราณ อย่างน้อยตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกฯ (พ.ศ. 218-245) ดังความในศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกฯ โองการที่ 2 และที่ 13 ว่าเป็นดินแดนข้างเคียงเลยออกไปทางใต้ (พระเจ้าอโศกฯ รบชนะแคว้นกลิงคะแล้วหยุดแค่นั้น อาณาจักรเหล่านี้จึงยังเป็นอิสระอยู่; เจระ กล่าวถึงเฉพาะในโองการที่ 2 เรียกว่าเกรลปุตระ)

ทมิฬ กับพุทธศาสนา 

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวครั้งโบราณของอาณาจักรเหล่านี้เหลือมาให้ทราบกันน้อยยิ่ง รู้มาบ้างจากวรรณคดีเก่าๆ และจารึกภาษาทมิฬพราหมี จารึกเหล่านี้ (ระหว่างศตวรรษที่ 2 ก่อนค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 4 คือราว พ.ศ. 250-950) ส่วนมากจดบอกทานบริจาค ที่ราชา เจ้านาย พ่อค้า และช่างฝีมือทั้งหลายได้ถวายแก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา และแก่นักบวชเชน อันแสดงว่าพระพุทธศาสนา และศาสนาเชนได้มาเจริญแถบนี้ ซึ่งคงเนื่องด้วยการติดต่อกับจักรวรรดิอโศกด้วย

ทมิฬ กับกรีก-โรมัน-สิงหฬ 

ชาวโจละ/โจฬะ เป็นต้น เหล่านี้ เป็นนักเดินเรือแต่โบราณ มีการค้าขายกับพวกกรีก (เรียกว่า ยวน ยวนก หรือโยนก คือ Ionian) โรมัน และชาวอาหรับตลอดถึงจีน สืบมานานตั้งแต่ก่อน ค.ศ. (ก่อนมีศาสนาคริสต์และอิสลาม) ในเอกสารของพวกกรีกที่มาค้าขายแถบมัทราส (Madras ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น Chennai) ชื่อ The Periplus of the Erythraean Sea (ค.ศ. 90) เรียกชาวโจฬะว่า “men of the sea” เมืองท่าใหญ่เช่น “กาวิรปัฏฏนะ” ที่ปากแม่น้ำกาเวรีก็เป็นที่รู้จักกันดีแก่พวกโรมัน

จากความเป็นนักเดินเรือนี้ ชาวทมิฬจำนวนมากจึงได้ไปตั้งถิ่นฐานในเกาะสิงหฬ ตลอดจนเข้ายึดครองแผ่นดินจากเจ้าถิ่นชาวสิงหฬในลังกาทวีป

หลังพุทธกาล

ยุคกุษาณ – สิ้นยุคคุปตะ

อินเดียใต้: แดนทักษิณาบถ

ในตอนที่ผ่านมา โดยมากได้พูดถึงพระพุทธศาสนาในส่วนเหนือของชมพูทวีป ตั้งแต่ภาคตะวันออกแถวเบงกอล ขึ้นไปถึงตะวันตกเฉียงเหนือตอนบน จดแคว้นโยนก ต่อกับอาเซียกลาง คราวนี้หันมาดูพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปตอนล่างแทรกเข้ามาเล็กน้อย

อินเดียนั้นแบ่งได้เป็น 2 ภาคใหญ่ คือ ภาคเหนือ ซึ่งนิยมเรียกรวมๆ ว่า ฮินดูสถาน/Hindustan อันประกอบด้วยที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ และที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคา กับภาคใต้ ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า Deccan อันเป็นดินแดนที่ราบสูงในส่วนล่างของชมพูทวีป ตั้งแต่ใต้แม่น้ำนรรมทา/นัมมทา (Narmada) ลงไป ที่เรียกกันมาแต่โบราณว่า “ทักษิณาบถ” (=“หนใต้” เขียนอย่างบาลี=ทักขิณาบถ; คำว่า Deccan ก็เพี้ยนมาจากคำว่า “Daksฺinฺa/ทักษิณ” นั่นเอง)

แม่น้ำนรรมทา/นัมมทา พร้อมด้วยเทือกเขาวินธยะ (Vindhya Range) ที่แม่น้ำนั้นไหลเคียงคู่ไปจากตะวันออกสู่ตะวันตก กับทั้งป่าใหญ่ที่เรียกว่า มหากันตาระ (มหากันดาร) เป็นเส้นแบ่งโดยธรรมชาติระหว่างภาคทั้งสองนั้น

(ที่ว่านี้ เป็นความหมายอย่างกว้าง แต่ในความหมายที่จำกัดเฉพาะ หรืออย่างแคบ Deccan หมายเอาเพียงส่วนบนของภาคใต้นั้น ดังนั้น จึงไม่รวมแดนทมิฬซึ่งอยู่ใต้สุดที่เคยพูดถึงบ้างแล้ว)

อย่างไรก็ดี ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา มักใช้แม่น้ำคงคาเป็นเครื่องกำหนดเขต คือถือดินแดนแถบแม่น้ำคงคานั้นว่าเป็นถิ่นกลาง(แห่งความเจริญ)/มัชฌิมเทส/มัธยมประเทศ นับถิ่นแดนข้างใต้จากฝั่งแม่น้ำคงคาลงไป เป็นทักขิณาบถ (หนใต้) และถิ่นแดนข้างเหนือเลยฝั่งแม่คงคาขึ้นไป เป็นอุตราบถ (หนเหนือ)

ในครั้งพุทธกาล ที่ถือว่าชมพูทวีปมีมหาชนบทคือรัฐใหญ่ 16 นั้น นับแคว้นอัสสกะ (ตอนบนของแม่น้ำโคธาวรี ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าโคทวรี/Godavari) และ อวันตี (ที่มีอุชเชนีเป็นเมืองหลวง) เข้าในฝ่ายทักขิณาบถ นับแคว้นคันธาระ (=ปากีสถานและอัฟกานิสถานตอนเหนือ) และกัมโพชะ (คงจะ=ตอนบนของอัฟกานิสถานถึงอาเซียกลางส่วนล่าง) เข้าในฝ่ายอุตราบถ ต่อมา สมัยหลังบางทีจัดมหาชนบททั้ง 16 เป็นมัธยมประเทศ เป็นที่รู้กันตลอดมาว่า อุตราบถเป็นแหล่งของอัสดรคือม้า และทักขิณาบถเป็นแหล่งของโค

พุทธศาสนาในทักษิณาบถ 

150 BC (ประมาณ; ตามฝรั่ง=พ.ศ. 333 นับอย่างเรา=พ.ศ. 393) ในดินแดนส่วนล่างของชมพูทวีป ที่เรียกว่า Deccan หรือทักษิณาบถ/ทักขิณาบถ นั้นมีถาวรวัตถุที่เป็นหลักฐานชัดเจนอย่างยิ่งว่าพระพุทธศาสนาเคยเจริญรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะที่ควรกล่าวถึง คือ หมู่ถ้ำอชันตา (Ajanta; เรียกตามชื่อหมู่บ้านในถิ่นที่พบหมู่ถ้ำนั้น) ซึ่งตามด้วยหมู่ถ้ำเอลโลรา (Ellora; เรียกตามชื่อหมู่บ้านในถิ่นที่พบเช่นกัน) ในยุคหลังต่อมา

ดินแดนในทักษิณาบถนี้ เท่าที่ทราบกันมาว่าเป็นถิ่นของชาวอันธระ (เรียกตามบาลีว่า อันธกะ) และในพุทธศตวรรษที่ 3 (=ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์) ได้รวมเข้าในมหาอาณาจักรของพระเจ้าอโศกฯ (ส่วนปลายล่างที่เหลือของชมพูทวีปซึ่งเป็นแดนทมิฬ ยังปล่อยไว้เป็นเอกราช) และเป็นแคว้นหนึ่งที่พระเจ้าอโศกทรงส่งพระสมณทูตมาประกาศพระศาสนา (คัมภีร์สาสนวงส์ว่า อันธกรัฐเป็นแคว้นเมืองยักษ์/ยักขปุรรัฐ)

เชื่อกันว่า ราชวงศ์แรกที่ตั้งอาณาจักรใหญ่ขึ้นในทักษิณาบถ คือ สาตวาหนะ (ศาลิวาหนะ ก็เรียก) ซึ่งเริ่มต้นหลังยุคอโศก ในช่วงศตวรรษที่ 3 ถึง 1 ก่อนคริสต์ (พุทธศตวรรษที่ 3-5) และมีบทบาทในการกำจัดราชวงศ์ศุงคะลงด้วย การค้าระหว่างอินเดียกับกรุงโรมก็รุ่งเรืองในยุคนี้ บางช่วงที่เรืองอำนาจ ราชวงศ์สาตวาหนะขยายดินแดนขึ้นไปถึงอินเดียภาคกลางและภาคตะวันตก

เท่าที่สืบค้นได้ ถือกันว่า การเจาะแกะสลักภูเขาวาดภาพในหมู่ถ้ำ อชันตา เริ่มขึ้นในยุคสาตวาหนะนี้ คือ ราว พ.ศ. 400 (หรืออย่างเร็วสุดไม่ก่อน พ.ศ. 350) แต่ในช่วงแรกได้มีการทำงานนี้ถึงประมาณ พ.ศ. 500 หรือ 550 เท่านั้น แล้วก็หยุดไปนานจนผ่านพ้นยุคสาตวาหนะไป

 ถ้ำที่เจาะแกะสลักในช่วงแรกนี้มี 6 ถ้ำ เป็นของพระพุทธศาสนาหีนยานทั้งสิ้น (ได้แก่ถ้ำที่ 8, 9, 10, 12, 13, และ 30; งานเจาะแกะสลักถ้ำหยุดไป 400 กว่าปี จึงมีการทำต่อหรือเพิ่มอีกเมื่อใกล้ พ.ศ. 1000 ซึ่งจะกล่าวถึงในยุคต่อไป)

ตะวันตกตอนบน มีอชันตา อาคเนย์ มีอมราวตี 

ในยุคเดียวกันนี้ ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 670 กม. เมืองอมราวตีก็ได้เริ่มเป็นศูนย์กลางสำคัญแห่งหนึ่งของพระพุทธศาสนา มีมหาวิหารที่เป็นมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาชื่อว่า “ศรีธันยกฏัก” เต็มไปด้วยวัดวาอาราม มีสถาปัตยกรรมเป็นแบบอย่าง รุ่งเรืองอยู่นานราว 500 ปี จนสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 3

ใกล้ๆ กันนั้น ลึกเข้ามาในแผ่นดินใหญ่ ถัดจากอมราวตี มาทางตะวันตกอีกราว 120 กม. (ห่างอชันตาออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 580 กม. ) เป็นที่ตั้งของนาคารชุนโกณฑะ (=Nagarjuna’s Hill/ดอยนาคารชุน) ที่สร้างถวายพระนาคารชุน (ช่วงชีวิต พ.ศ. 693-793) ผู้ตั้งนิกายมาธยมิก (บางทีถือว่าเป็นต้นกำเนิดมหายานด้วย แต่ยังไม่ยอมรับทั่วกัน) มีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาที่พระนาคารชุนสอน พร้อมทั้งสถูปเจดีย์วัดวาอาราม เป็นมหาสถานอันรุ่งเรือง ซึ่งพบแล้วขุดแต่งกันมาแต่ปี 2468 จนกระทั่งเมื่อรัฐบาลสร้างเขื่อน “นาคารชุนสาคร” เสร็จในปี 2503 มหาสถานนี้ก็จึงจมอยู่ใต้ผืนน้ำ แต่รัฐได้พยายามรักษาบางส่วนที่สำคัญด้วยการจำลองไว้บนบกเป็นต้น

ราชวงศ์สาตวาหนะ ได้อุปถัมภ์บำรุงพุทธสถานทั้งหลายอย่างดี ตั้งแต่สาญจีลงมาถึงนาคารชุนโกณฑะและอมราวตี แต่สายวงศ์เองคงเป็นพราหมณ์ จึงมีการทำพิธีบูชายัญอัศวเมธ

อุตราบถ และมัธยมประเทศ 

128 BC (ตามฝรั่ง=พ.ศ. 355 นับอย่างเรา=พ.ศ. 415) หันกลับไปดูทางฝ่ายเหนือ อาณาจักรบากเตรีย คือโยนก ถูกชนเผ่าต่างๆ จากอาเซียกลางรุกรานเข้ามาเป็นระลอก เริ่มแต่พวกศกะ จนในที่สุดได้ตกเป็นของอาณาจักรกุษาณ ที่รุ่งเรืองต่อมา

ระหว่างนี้ ราชวงศ์ศุงคะ นอกจากอาณาจักรหดเล็กลงมากเพราะดินแดนใต้แม่น้ำนัมมทาลงไปได้ตกเป็นของอาณาจักรฝ่ายใต้ของราชวงศ์สาตวาหนะ (ที่เกิดขึ้นใหม่ในระยะที่มคธของราชวงศ์โมริยะกำลังแตกสลาย) แล้วก็อ่อนกำลังลงอีก เพราะต้องตั้งรับทัพกรีกโยนกอยู่เรื่อยๆ ต่อมาภายในก็เกิดปัญหาจนถูกกำจัดสิ้นวงศ์ใน พ.ศ. 410 (73 BC)

เมื่อบากเตรีย/โยนกหมดอำนาจ และศุงคะสิ้นวงศ์แล้ว ชมพูทวีปก็มีอาณาจักรยิ่งใหญ่อยู่ 2 คือ กุษาณทางฝ่ายเหนือ และสาตวาหนะในฝ่ายใต้

กุษาณได้แผ่อำนาจเข้าแทนที่กษัตริย์กรีกโยนก โดยขยายอาณาจักรลงมาจนถึงเมือง มถุรา (ใต้กรุงเดลีลงมา 137 กม. เยื้องไปทางตะวันออกเล็กน้อย; ในยุคใกล้พุทธกาล มถุราเป็นเมืองหลวงของแคว้นสุรเสนะ)

มถุรานอกจากเป็นศูนย์อำนาจของกุษาณในแถบล่างแล้ว ก็เป็นถิ่นที่รุ่งเรืองของศิลปะแม่แบบที่เรียกว่าตระกูลศิลป์แห่งมถุราด้วย โดยเจริญคู่กันมากับศิลปะแบบคันธาระ และราชวงศ์กุษาณก็ได้อุปถัมภ์บำรุงศิลปะทั้งสองสายนั้นกุษาณทางฝ่ายเหนือ กับสาตวาหนะในฝ่ายใต้ เป็นอาณาจักรร่วมสมัย ที่นับคร่าวๆ ว่าเริ่มต้นและสิ้นสุดในช่วงสมัยเดียวกัน (เริ่มในช่วง พ.ศ. 300-400 แล้ว สาตวาหนะสิ้น พ.ศ. 743 กุษาณสิ้น พ.ศ. 763)

Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
post