Language
 - 
Afrikaans
 - 
af
Albanian
 - 
sq
Amharic
 - 
am
Arabic
 - 
ar
Armenian
 - 
hy
Azerbaijani
 - 
az
Basque
 - 
eu
Belarusian
 - 
be
Bengali
 - 
bn
Bosnian
 - 
bs
Bulgarian
 - 
bg
Catalan
 - 
ca
Cebuano
 - 
ceb
Chichewa
 - 
ny
Chinese (Simplified)
 - 
zh-CN
Chinese (Traditional)
 - 
zh-TW
Corsican
 - 
co
Croatian
 - 
hr
Czech
 - 
cs
Danish
 - 
da
Dutch
 - 
nl
English
 - 
en
Esperanto
 - 
eo
Estonian
 - 
et
Filipino
 - 
tl
Finnish
 - 
fi
French
 - 
fr
Frisian
 - 
fy
Galician
 - 
gl
Georgian
 - 
ka
German
 - 
de
Greek
 - 
el
Gujarati
 - 
gu
Haitian Creole
 - 
ht
Hausa
 - 
ha
Hawaiian
 - 
haw
Hebrew
 - 
iw
Hindi
 - 
hi
Hmong
 - 
hmn
Hungarian
 - 
hu
Icelandic
 - 
is
Igbo
 - 
ig
Indonesian
 - 
id
Irish
 - 
ga
Italian
 - 
it
Japanese
 - 
ja
Javanese
 - 
jw
Kannada
 - 
kn
Kazakh
 - 
kk
Khmer
 - 
km
Korean
 - 
ko
Kurdish (Kurmanji)
 - 
ku
Kyrgyz
 - 
ky
Lao
 - 
lo
Latin
 - 
la
Latvian
 - 
lv
Lithuanian
 - 
lt
Luxembourgish
 - 
lb
Macedonian
 - 
mk
Malagasy
 - 
mg
Malay
 - 
ms
Malayalam
 - 
ml
Maltese
 - 
mt
Maori
 - 
mi
Marathi
 - 
mr
Mongolian
 - 
mn
Myanmar (Burmese)
 - 
my
Nepali
 - 
ne
Norwegian
 - 
no
Pashto
 - 
ps
Persian
 - 
fa
Polish
 - 
pl
Portuguese
 - 
pt
Punjabi
 - 
pa
Romanian
 - 
ro
Russian
 - 
ru
Samoan
 - 
sm
Scots Gaelic
 - 
gd
Serbian
 - 
sr
Sesotho
 - 
st
Shona
 - 
sn
Sindhi
 - 
sd
Sinhala
 - 
si
Slovak
 - 
sk
Slovenian
 - 
sl
Somali
 - 
so
Spanish
 - 
es
Sundanese
 - 
su
Swahili
 - 
sw
Swedish
 - 
sv
Tajik
 - 
tg
Tamil
 - 
ta
Telugu
 - 
te
Thai
 - 
th
Turkish
 - 
tr
Ukrainian
 - 
uk
Urdu
 - 
ur
Uzbek
 - 
uz
Vietnamese
 - 
vi
Welsh
 - 
cy
Xhosa
 - 
xh
Yiddish
 - 
yi
Yoruba
 - 
yo
Zulu
 - 
zu

การปฏิบัติเริ่มต้น จนเข้าถึงพระนิพพาน โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

โซนที่ ๑๐

การปฏิบัติเริ่มต้น จนเข้าถึงพระนิพพาน โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

โซนที่ ๑๐ หลักธรรมปฏิบัติและโลกุตตรภูมิ

การปฏิบัติเริ่มต้น จนเข้าถึงพระนิพพาน โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

 สมณะการพิจารณาทางด้านปัญญา
1.อรหัตบุคคล
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม
เป็นอกาลิโก
ธรรมที่ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้
อรหัตบุคคล
2.ศีล 
รักษาศีล
3.หิริโอตตัปปะ
สมาธิ
จิตตตภาวนา
อบรมสั่งสอนจิต
ระงับดับความคิดของกิเลส
บริกรรมภาวนา
3.1 สมถธรรม
ความสงบ

บริกรรมภาวนา
3.2  กรรมฐาน 40
บริกรรมภาวนา

ความสงบใจ

ไม่ให้กิเลสมีโอกาสทำงานคิดปรุง
สมาธิ 🡪 จิตใจสงบ 🡪  อิ่มอารมณ์
สมาธิ 🡪 เอกัคคตาจิต 🡪 เอกัคคตารมณ์    
อารมณ์ของธรรม และอารมณ์ของกิเลส
สมาธิสู่ปัญญา
พิจารณากรรมฐาน 5
ปัญญาพิจารณากรรมฐาน ๕
เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ
(ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง)

อสุภะ (สกปรก)
พิจารณาอสุภะ
ปัญญาพิจารณาภายในหนังเป็นอสุภะ
ปัญญาพิจารณาถอดถอนความยึดมั่นถือมั่น

ความสำคัญผิดว่าสวย

ความเป็นจริง

สกปรก

หนัง เนื้อ สกปรก
ความจริง

ธรรมชาติของร่างกาย

สกปรก
หินลับปัญญา พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน
หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก 
     
ทางเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน
พิจารณาขันธ์ 5 / ธาตุ 4 / ไตรลักษณ์
ปัญญา : ขันธ์ ๕  รูปขันธ์ 🡪 ธาตุ ๔
ดิน น้ำ ลม ไฟ 
     
ไตรลักษณ์  อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ปัญญา สลับ สมาธิ
ปัญญา (จิตใจเหนื่อย)
     
สมาธิ (ความสงบใจ)
– ให้ทำสมาธิหลังจากใช้ปัญญามาก เพื่อเป็น
  การสงบจิตใจ หลังจากนั้นจึงใช้ปัญญาต่อ
  สลับกันไปมา
พิจารณากายคตาสติ
ปัญญา พิจารณากายคตาสติ

พิจารณาร่างกาย

ละกิเลส
พิจารณาอสุภะอสุภัง (ละกามราคาะ)
ปัญญา การพิจารณาอสุภะอสุภัง

ทำลายกามกิเลส (กามราคะ)  
พระอนาคามีละกามราคะ (กามกิเลส)
พระอนาคามี กามราคะขาดลง

ไม่กลับมาเกิดอีก  
พระอนาคามี สุทธาวาส ๕ ชั้น

นิพพาน  
ปัญญา
     
สมาธิ
พระอนาคามี สติปัญญาอัตโนมัติ
อสุภะอสุภัง  🡪  ละกามราคะ
จิตอัตโนมัติ  🡪   พักจิตเข้าสู่สมาธิ
สติปัญญาอัตโนมัติ

มหาสติ 🡪 มหาปัญญา 🡪 ว่าง
พิจารณาขันธ์ 5 : ไตรลักษณ์
ปัญญา พิจารณาขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง
     
เป็นไตรลักษณ์
ปฏิจสมุปบาท – อวิชชา
ปัญญา ปฏิจสมุปบาท – อวิชชา

จิตใจว่าง 🡪  สิ่งภายนอกว่าง

          อวิชชายังไม่ว่าง (อวิชชายังครอบงำ)
กำจัดอวิชชา
ปัญญา : กำจัดอวิชชาจากใจ

 ว่างภายในจิตทั้งหมด 🡪 ว่างจากสมมติทั้งหมด

            ไม่มีสมมติ   🡨  วิมุตติจิต วิมุตติธรรม 

            ว่างทุกสิ่ง  🡪  ธรรมชาติล้วนๆ  
จิตวิมุตติ
จิตเป็นธรรมชาติ    

มหาวิมุตติ 🡪 มหานิพพาน 🡪 อมตะจิต

         จิตไม่เคยตาย จิตเที่ยง 🡨 อมตะธรรม

          จิตถึงวิมุตหลุดพ้น  🡪  ธรรมธาตุ
จิตเที่ยง
พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์    

จิตไม่เคยมีทุกข์ 🡪 จิตเที่ยง 

             จิตเป็นอมตะ (ไม่ตาย)
สิ่งสมมุติ
ธาตุขันธ์ ร่างกาย 🡪 เป็นสมมติ 🡪 ทุกข์
ปฏิจสมุปบาท (กระบวนการดับทุกข์)

ดับอวิชชา (กิเลส) 🡪 สังขารดับ 🡪 ทุกข์ดับ
(อวิชชาดับส่งผลทำให้ห่วงโซ่ที่เหลือของ
ปฏิจสมุปบาทดับลงทั้งหมด ซึ่งก็หมายถึงทุกข์ดับโดยสิ้นเชิง)  🡪  นิพพาน
วิมุตติ
8.1  บรมสุข (สุขนอกสมมติ) ไม่มีทุกข์ในจิต

มรรคผลนิพพาน  🡪 วิมุตติ
8.2  วิมุตติหลุดพ้น
จิตตภาวนา

     สมาธิ 🡪  ปัญญา 🡪 วิมุตติหลุดพ้น

                                     ละกิเลสสิ้นสุดแล้ว
พระอรหันต์
พระอรหันต์ สมาธิ

สงบอารมณ์

ขันธ์ภายนอก (บรรเทาขันธ์)

ส่องโลกธาตุ (สัตว์โลก)

สารบัญ

การปฏิบัติเริ่มต้น จนเข้าถึงพระนิพพาน

โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

หน้า

  1. อรหัตบุคคล 4
    พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม
    เป็นอกาลิโก
    ธรรมที่ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้
  2. ศีล 4
    รักษาศีล
    หิริโอตตัปปะ
  3. สมาธิ 5
    จิตตภาวนา
    อบรมสั่งสอนจิต
    ระงับดับความคิดของกิเลส
    บริกรรมภาวนา
  4. สมาธิสู่ปัญญา 6
    พิจารณากรรมฐาน 5
    พิจารณาอสุภะ
    พิจารณาขันธ์ 5 / ธาตุ 4 / ไตรลักษณ์
    ปัญญา สลับ สมาธิ
    พิจารณากายคคาสติ
    พิจารณาอสุภะอสุภัง (ละกามราคะ)
    พิจารณาขันธ์ 5  : ไตรลักษณ์
    ปฏิจสมุปบาท – อวิชชา
    กำจัดอวิชชา
  5. จิตวิมุตติ 10
  6. จิตเที่ยง 11
  7. ปฏิจสมุปบาท (กระบวนการดับทุกข์) 11
  8. วิมุตติ 11
    บรมสุข  (สุขนอกสมมติ)
    วิมุตติหลุดพ้น
  9. พระอรหันต์ 12

การปฏิบัติเริ่มต้น จนเข้าถึงพระนิพพาน โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แสดงพระธรรมเทศนาอบรมพระและฆราวาส ณ. วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖

1. สมณะสมณานญฺจ ทสฺสนํ การเห็นสมณะ คือ ผู้สงบกาย วาจา ใจ จากบาป จากกรรมทั้งหลายนั้นเป็นมหามงคลอย่างยิ่ง นี่ประการหนึ่ง ประการที่สอง สมณานุตตริยะ คือการเห็น สมณะผู้สงบกาย วาจา ใจจากบาปนั้นเป็นการเห็นอันสูงสุด คำว่า “สมณะ” นั้น ท่านแสดงท่านแยกออก ๔ ประเภทด้วยกัน
สมณะที่ ๑ ได้แก่ พระโสดา คือ พรอริยบุคคลนั้นแล
สมณะที่ ๒ ได้แก่ พระสกิทาคา
สมณะที่ ๓ ได้แก่ พระอนาคา
สมณะที่๔ ได้แก่ พระอรหัตบุคคล
ทั้ง ๔ ประเภทนี้ท่านเรียกรวมลงในมงคลสูตรนั้นว่า สมณานญฺจ ทสฺสนํ คือเห็นสมณะเหล่านี้เป็นมงคลอันสูงสุด แล้วสมณะทั้ ๔ ประเภทนั้น ในครั้งพุทธกาลเคยมีอยู่ฉันใด ในครั้งนี้ก็ย่อมมีอยู่ฉันนั้นเหมือนกัน นอกจากจะว่ามีมากมีน้อยต่างกันเพียงเท่านั้น
2.พระพุทธเจ้า
  ตรัสรู้ธรรม

  เป็นอกาลิโก

  ธรรมที่ทำให้
  บรรลุมรรคผล
  นิพพานได้

  อรหัตบุคคล
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมอันเลิศเลอ เป็นศาสดาของโลกทั้งสามได้ ท่านตรัสรู้ธรรม ธรรมที่เลิศเลอในเบื้องต้นก็ไม่มีใครค้นพบ มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นทรงค้นพบ แล้วนำมาชี้แจงแก่บรรดาสัตว์ทั้งหลาย มีภิกษุบริษัทเป็นต้น แนะนำสั่งสอนด้วยธรรมชั้นเอกนั้นให้ผู้ปฏิบัติบำเพ็ญได้ความรู้ ความเห็น ได้คติเครื่องเตือนใจ จนสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ตั้งแต่สมณะที่ ๑ ถึงสมณะที่ ๔ คืออรหัตบุคคล สมณะทั้ง ๔ ประเภทนี้ไม่ได้สูญสิ้นไปจากพุทธศาสนาของเราทั้งหลายที่เทิดทูนอยู่เวลานี้ อกาลิโก การปฏิบัติบำเพ็ญของผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมทั้งหลายยังมีอยู่ มรรคผลนิพพานหรืออริยบุคคลทั้ง ๔ ประเภท หรือ สมณะ ๔ ประเภทนี้ย่อมเป็นเงาเทียมตัว ต้องได้รับมรรค รับผลเป็นลำดับลำดามา จึงสมชื่อสมนามว่าศาสดาองค์เอก 
เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่ทรงมรรคทรงผลตลอดมา นับแต่ครั้งพุทธกาลมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ และยังจะทรงมรรคทรงผลแก่ผู้ปฏิบัติตลอดไป สมนามในพระธรรมว่า อกาลิโก ไม่มีกาล สถานที่ เวล่ำ เวลาใดที่จะมาเป็นอุปสรรคกีดขวาง หรือลบล้างได้เลย เมื่อมีผู้ปฏิบัติตามศาสนธรรมอยู่ มรรคผลนิพพานต้องเป็นเงาเทียมตัวของการปฏิบัติแห่งรายนั้น ๆ จะพึงเป็นผู้ได้รับสมบัติ คือ ธรรมสมบัติ การบำเพ็ญธรรมก็ให้บำเพ็ญด้วยความจงอกจงใจ ประหนึ่งว่ามรรคผลนิพพานนี้อยู่ตรงหน้าของเรา อยู่ชั่วเอื้อม ๆ สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นทางก้าวเข้าสู่มรรคผลนิพพาน เป็นอย่างนี้มาตลอดเวลา
3. รักษาศีล

 หิริโอตตัปปะ
ให้มีความสำรวมระวังภายในจิตใจด้วยความมี หิริโอตตัปปะ สำรวมระวังศีลของตนอย่าให้ด่างพร้อย
แล้วสมาธิ ปัญญาก็ให้พึงพากันเจริญทำตามรอยของศาสดาเพื่อมรรคผลนิพพาน
4. จิตตภาวนา
อบรมสั่งสอนจิต
ระงับดับความคิดของกิเลส
บริกรรภาวนา
เมื่อศีลก็บริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว จิตใจก็พุ่งเข้าสู่จิตตภาวนาโดยไม่มีความระแคะระคายกับสิ่งใด ด้วยความมีสติ คือการภาวนา การภาวนานี้เป็นรากเหง้าแห่งพระพุทธศาสนา หรือเป็นสมบัติอันล้นค่าของพระผู้บวชมาในพระพุทธศาสนา จะต้องเป็นผู้บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา เป็นลำดับลำดาขึ้นไปจนกระทั่งถึงมรรค ผล นิพพานด้วยจิตตภาวนา
คำว่า “จิตตภาวนา”  ได้แก่การอบรมสั่งสอนจิตใจตนเอง ผู้ภาวนาพึงมีบทธรรมเพื่อตั้งรากฐานเบื้องต้น อย่าปล่อยวางคำบริกรรม นี่คือผู้ฝึกเบื้องต้น ตามธรรมดาของจิตชอบคิดในแง่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นทางเดินของกิเลสมาดั้งเดิม มักจะคิดอยู่เสมอ จึงต้องระงับดับความคิดอันเป็นทางเดินของกิเลสนั้นเข้ามาด้วยบทคำบริกรรมภาวนา โดยมีสติเป็นเครื่องกำกับรักษา เข้มงวดกวดขันเวลาภาวนา อย่าให้เผลอไปที่ไหนจากคำบริกรรม มีคำบริกรรมผูกมัดจิตใจไว้ และสติเป็นนายควบคุมคำบริกรรมไม่ให้เผลอ แล้วในวันหนึ่ง ๆ ก็ให้ทำอย่างนี้ เรียกว่าเราเสาะแสวงหาสมบัติอันล้นค่าคือ ธรรม
5. สมถธรรม

  ความสงบ

  บริกรรมภาวนา
เบื้องต้นให้ได้สมถธรรมก่อน พยายามทำจิตใจของตนให้เป็นความสงบจากอารมณ์ที่ก่อกวน ให้สงบตัวเข้าไปด้วยบทคำบริกรรมภาวนา เป็นเครื่องระงับดับสิ่งวุ่นวายที่คิดปรุงอยู่เสมอจากกิเลสนั้น เมื่อคำบริกรรมของเราต่อเนื่องทำความคิด ความปรุงในด้านธรรมะ คือคำบริกรรมแทนกิเลสที่มันเคยคิดเคยปรุงนั้นไม่ให้คิด ให้คิดแต่เรื่องคำบริกรรม เช่น พุทโธบ้าง ธัมโมบ้าง สังโฆบ้าง ตลอดถึงอานาปานสติ
6. กรรมฐาน ๔๐

   บริกรรมภาวนา

   ความสงบใจ

   ไม่ให้กิเลสมีโอกาส
   ทำงานคิดปรุง
ในวงกรรมฐาน ๔๐ ห้องเป็นกรรมฐานที่ระงับดับจิตใจที่ฟุ้งซ่านให้เข้าสู่ความสงบได้ด้วยคำบริกรรมทั้งนั้น จิตจดจ่ออยู่กับคำบริกรรมนั้นตลอดเวลาที่เรานั่งภาวนาอย่าให้เผลอ จิตใจมีหน้าอันเดียว เวลาคิดทางโลกมันก็คิดทางโลก ทางธรรมเข้าแทรกไม่ได้  ทีนี้เวลาคิดทางธรรม บังคับจิตใจทางกิเลสไม่ให้มันคิดในทางนั้น ให้คิดเฉพาะทางธรรม คือคำบริกรรมของเรา ให้แน่นหนามั่งคงอยู่กับใจ มีสติควบคุมอยู่เสมอ นี้คือทางก้าวเดินเพื่อตั้งหลักตั้งฐานแห่งจิตใจในเบื้องต้น ด้วยคำบริกรรมภาวนา ผลจะปรากฏเป็นที่พอใจในเบื้องต้น คือความสงบใจ
 กิเลสทำงานบนหัวใจเรา ให้เอางานของธรรมะคือคำบริกรรมเข้าแทนที่ ปิดทางด้านความคิดที่กิเลสพาฉุดลากไป มีด้านธรรมะขึ้นทำหน้าที่แทน ไม่ให้กิเลสมันมีโอกาสทำงานคิดปรุง เราจะปรากฏเป็นความสงบขึ้นมาภายในใจ นี้เป็นวิธีตั้งรากตั้งฐานแห่งความสงบในเบื้องต้น
7. สมาธิ

  จิตใจสงบ

  อิ่มอารมณ์
ดำเนินทางด้านภาวนา จิตใจจะสงบ ๆ ไปเรื่อย จากนั้นก็เป็นสมาธิขึ้นมา คำว่า “สมาธิ” คือความแน่นหนา มั่นคงของใจไม่วอกแวก คลอนแคลน จิตใจอิ่มอารมณ์ คืออารมณ์ที่จิตใจหิวกระหายอยู่ตลอดเวลานั้นได้แก่ หิวอยากดู อยากรู้ อยากเห็นทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส เครื่องสัมผัสต่างๆ มีความหิวโหยอยากสัมผัสสัมพันธ์อยู่ตลอดเวลา นี่คือความหิวโหยของใจ และสร้างผลคือความทุกข์ร้อนมาสู่จิตใจของเรา นี่คือจิตหิวโหยอารมณ์
8. สมาธิ

 เอกัคคตาจิต

 เอกัคคตารมณ์
พอจิตมีความสงบเย็น และก้าวเข้าสู่สมาธิเป็นลำดับ จนกลายเป็นสมาธิที่แน่นหนามั่นคงเต็มที่แล้ว อารมณ์เหล่านี้ไม่เข้ามากวนใจ จิตไม่อยากคิดอยากปรุงเรื่องอารมณ์ทั้งหลายที่เคยหิวโหยมา อยู่ด้วยความสงบใจ เย็นใจเป็น เอกัคคตาจิต เอกัคคตารมณ์ จิตอยู่เย็นเป็นสุขในอิริยบถทั้ง ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ด้วยความมั่งคงของใจที่มีสมาธิ และอิ่มอารมณ์ตลอดเวลา
จิตมีสมาธิเต็มที่แล้วนั้น ไม่อยากคิดอยากปรุงเรื่องอะไร ทีนี้เมื่อเวลาจิตเป็นสมาธิแล้วจะอิ่มอารมณ์ เป็นเอกัคคตาจิต เอกัคคตารมณ์ประจำใจ ไม่มีคำว่าอิ่มพอ มีแต่ความดูดดื่ม อยู่ด้วยความเย็นใจ สบายใจตลอดเวลา เพราะเหตุนี้เอง สมาธิจึงทำให้ผู้บำเพ็ญหลงได้ ติดได้ ถ้าไม่มีผู้มาแนะนำในทางปัญญา จะติดสมาธิโดยไม่อาจสงสัย เพราะสมาธิมีรสชาติพอที่จะให้นักบำเพ็ญทั้งหลายติดได้ไม่สงสัย เพราะเป็นรสชาติแห่งธรรม
9.อารมณ์ของธรรม
และอารมณ์ของกิเลส
เรื่องของโลกเป็นรสชาติของกิเลสผลิตขึ้นมา กินแล้วมีเบื่อหน่าย นี่คืออารมณ์ของกิเลส แต่อารมณ์ของธรรมอยู่ด้วยความดูดดื่มแห่งความสงบ เย็นใจ
10. สมาธิสู่ปัญญาทีนี้เมื่อเวลาจิตมีความสงบเย็นใจเป็นรากเป็นฐานพอก้าวเดินทางด้านปัญญาได้แล้ว ขอให้ออกก้าวเดินทางด้านปัญญาอย่าอยู่กับสมาธิ จะกลายเป็นนอนจมกับสมาธิ
11. ปัญญา
พิจารณากรรมฐาน ๕
เกสา โลมา นขา 
ทันตา ตโจ
(ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง)

อสุภะ (สกปรก)
ปัญญานี้มีความกว้างขวางมากทีเดียว ไม่ได้เหมือนสมาธิ สมาธินี้เต็มขั้นเต็มภูมิของตน ก็เหมือนกับน้ำเต็มแก้ว นี่เป็นขั้นของสมาธิ จากนั้นก็ก้าวเดินทางด้านปัญญา พิจารณาตามทางของศาสดาที่ประทานให้แล้ว ท่านสอนว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ (ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง)
เกสาคือ ผม ชะล้างทุกวันๆ ถ้าเป็นของดิบของดีจะชะล้างกันหาอะไร
ขน วิธีพิจารณาทางด้านปัญญา เล็บ มันสะอาดสะอ้าน มันสวยงามที่ตรงไหนถึงต้องไปติดไปพันกับมัน จำเป็นอะไรจะต้องมาตกแต่ง มาชะล้าง หรือมาประดับประดาประสาเล็บ นั่น! ปัญญาให้พิจารณาอย่างนั้น ฟัน  ความจริงแล้วก็คือกระดูกนั่นแล กระดูกเป็นของสวยของงามที่ไหน ความจริงก็คือกระดูกส่วนหนึ่งที่มาใช้งานในการบดเคี้ยวอาหารเท่านั้น ให้พิจารณา ทีนี้กระดูกนี้มันสกปรกหรือมันสะอาด มาชะมาล้างฟันให้มันสดสวยงามไปแบบกิเลสไปเสีย
12. ปัญญา
พิจารณาภายในหนัง
เป็นอสุภะ

ปัญญา
พิจารณาถอดถอน
ความยึดมั่นถือมั่น

ความสำคัญผิดว่าสวย

ความเป็นจริง

สกปรก
หนัง คนเราที่ติดกันนี้ติดเพราะหนัง มาตกแต่ง คนทั้งคนนี้มีเครื่องหลอกตาให้หลงได้ถนัดชัดเจนก็คือผิวหนังนี่เท่านั้น  พิจารณาทางด้านปัญญาเรื่องหนัง พิจารณาหนังภายนอกเป็นผิวบาง ๆ หลอกคน พลิกเข้าไปภายในดูหนังภายใน จากนั้นก็ดูเนื้อ ดูเอ็น ดูกระดูก ตับ ไต ไส้ พุง ในร่างกายคนเรานี้มันคืออะไร นี่คือปัญญา จะพิจารณาเพื่อถอดถอน ความยึดมั่น ถือมั่น สำคัญผิดว่าเป็นของสวยของงามให้ลงไปสู่ความจริง  ความจริงก็คือว่า หนังก็สักแต่ว่าเครื่องหุ้มห่ออวัยวะที่สกปรกโสมมนี้เท่านั้น
13. การพิจารณา
   ทางด้านปัญญา

    หนัง เนื้อ สกปรก
การพิจารณาทางด้านปัญญาให้แยกแยะอย่างนี้ ดูเข้าไป ดูหนัง แล้วก็ดูเนื้อ เนื้อคน เนื้อสัตว์ มีคุณค่า มีราคา และสวยงามที่ตรงไหน หนังก็เวลาถ้าลอกออกมาแล้วมาปูไว้เป็นยังไง น่าเกลียดมากไหม แล้วดูเข้าไปในเนื้อ เนื้อเป็นยังไงดูเข้าไป เนื้อนี่มันสกปรกหรือสะอาด เอ็น กระดูก
14. ความจริง
  
ธรรมชาติของร่างกาย

สกปรก
แล้วดูเข้าไปในตับ ไต ไส้ พุงของคนแต่ละคน มีแต่ส้วมแต่ถานเต็มพุงด้วยกันทั้งนั้นแหละ เราออกมาดูกันได้เวลานี้ก็เพราะเอาสิ่งที่พอดูได้มาปิดบังไว้นี้ หุ้มห่อและปกปิดกำบังไว้ด้วยการนุ่งการห่ม ซักฟอกไว้เรียบร้อย มาพบกันเข้าก็พอน่าดู น่าชมว่าเป็นหญิง เป็นชาย เป็นเขา เป็นเราเท่านั้นเอง หลักความจริงคือ ธรรมชาติเดิมของมันนั้นหาความสะอาดสะอ้านไม่ได้ นี่คือปัญญา เพ่งเล็งด้วยสติ ด้วยปัญญาหลายครั้งหลายหน จนกระทั่งสติปัญญามีความคล่องแคล่วแกล้วกล้า ดูอวัยวะของตัวนั่นเอง
15. หินลับปัญญา
พิจารณา
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
เนื้อ เอ็น กระดูก

ทางเพื่อบรรลุมรรคผล
นิพพาน
อย่างเป็นหินลับปัญญา ปัญญาจะคมกล้าขึ้นด้วยการพิจารณาสิ่งเหล่านี้ซ้ำๆ ซากๆ จิตใจก็จะมีความสว่างไสว และคล่องตัวขึ้นมาเป็นลำดับ นี่แหละหลักฐานเบื้องต้นที่จะเปิดทางเพื่อมรรคผลนิพพานให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ก็คือส่วนร่างกายนี้แหละ ที่มันปกปิดกำบังภูเขาทั้งลูกไว้อย่างหนาแน่นยิ่งกว่าอวัยวะภายในตัวเองของเรา จึงเปิดทำลายภูเขาลูกนี้คือภูเขาภูเรานี้ออกด้วยปัญญา
16. ปัญญา : ขันธ์ ๕
รูปขันธ์  🡪 ธาตุ ๔
ดิน น้ำ ลม ไฟ

ไตรลักษณ์
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
แยกธาตุแยกขันธ์ออกไป เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ แยกลงไปเป็น อนิจฺจํ แปรสภาพ ทุกฺขํ บีบบี้สีไฟตลอดเวลา อนตฺตา หาความเป็นสัตว์  เป็นบุคคลของผู้หนึ่งผู้ใดไม่ ทั้ง ๆ ที่โลกยึดถือกันตลอดมา เขาก็ไม่ได้เป็นไร เป็นของใคร แยกออกเป็นอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา และพิจารณาซ้ำๆ ซากๆ ด้วยการดำเนินปัญญา
17. ปัญญา 
    (จิตใจเหนื่อย)

  สมาธิ (ความสงบใจ)
-ให้ทำสมาธิหลังจากใช้
ปัญญามาก เพื่อเป็นการ
สงบจิตใจ หลังจากนั้น 
จึงใช้ปัญญาต่อ สลับกัน
ไปมา
ทีนี้เมื่อเวลาพิจารณาปัญญามากเข้า ๆ จิตใจมีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ย้อนเข้ามาสู่สมาธิเสีย ย้อนจิตเข้ามาสู่สมาธิ บำเพ็ญทางสมาธิ คือจิตใจทำให้สงบอารมณ์ หยุดทางด้านปัญญาไม่ต้องคิด ต้องปรุง มุ่งหน้าต่อสมาธิด้วยความสงบใจ หรืออารมณ์บริกรรมแห่งธรรมนี้เท่านั้น พักอยู่ในสมาธิ เมื่อจิตมีความแน่นหนา มั่นคง หรือความสงบพอเป็นปากเป็นทางของด้านปัญญา หนุนปัญญาได้แล้ว ให้ก้าวทางด้านปัญญาอีกตามเดิมนั่นแหละ พิจารณาสิ่งที่เคยพิจารณา นี่เรียกว่าหินลับปัญญา ก้าวเดินอย่างนี้ตลอดไป
18. ปัญญา
พิจารณากายคตาสติ

พิจารณาร่างกาย

ละกิเลส
จิตมายึดเรื่องกายมันก็หนัก ทีนี้จิตใจค่อยถอนลงไปๆ อะไรก็กลายเป็นเบา ร่างกายไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรก็กลายเป็นเบา ใครพิจารณาร่างกายนี้ช่ำชองเท่าไรผู้นั้นจะมีความแกล้วกล้าสามารถ ค่อยละกิเลสเป็นลำดับลำดาไป การพิจารณากายคตาสตินี้ เป็นการเบิกความรู้ให้กระจ่างแจ้งออกไปในทุกทิศทุกทาง เพราะอำนาจแห่งกายคตาสตินี้สำคัญมากนะ การพิจารณาร่างกาย เมื่อถึงขั้นมีความละเอียดเข้าไป ทางด้านปัญญาคล่องแคล่วเข้าไปแล้ว
19. ปัญญา
การพิจารณา
อสุภะอสุภัง

ทำลายกามกิเลส
(กามราคะ)
มองเห็นสภาพทั้งเขาทั้งเราจะรวดเร็ว ถ้าว่าเป็นอสุภะพรึบเดียวเป็นอสุภะหมดทั้งร่าง ทั้งเขา ทั้งเรา พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเป็นที่พอใจแล้ว จิตใจของเรามีความแน่นหนา มั่นคง การพิจารณาอสุภะอสุภังนี้จึงเป็นพื้นฐานควรแก่การที่จะถอดถอนกามกิเลสได้แล้ว ด้วยการพิจารณาร่างกายนี้ช่ำชอง แล้วให้กำหนดอสุภะอสุภังที่เราพิจารณาอย่างช่ำชอง คือให้แตกให้ดับ เร็วก็ได้ ช้าก็ได้ ให้ตั้งอยู่เป็นที่เป็นฐานไม่ทำลายก็ได้ เมื่อมันถึงขั้นนี้แล้วเรียกว่า เราทำได้ตามต้องการ ถ้าการพิจารณาอสุภะอสุภังยังไม่พอ ปัญญายังไม่พอที่จะปล่อยวางมันได้ กำหนดอสุภะอสุภังให้อยู่ที่ไหนมันก็อยู่ที่นั่น กำหนดนานเท่าไรมันก็อยู่ที่นั่นนาน นี่แสดงว่ายังไม่พอกับความต้องการ กามราคะนั่นแหละเป็นตัวสำคัญ เพราะตัวนี้มันพิลึกพิลั่น ทั้งหญิง ทั้งชาย สัตว์ บุคคลทั่วโลก ติดอันนี้กันทั้งนั้น 
ให้พิจารณาถึงอสุภะอสุภัง เมื่อพอแล้วธรรมชาตินี้จะหมุนเข้าไปสู่จิตใจของเราเอง จะหมุนเข้ามาโดยที่เราไม่คาด พิจารณาอสุภะตัวนี้ให้ดี มันจะเคลื่อนย้ายไปไหนเวลานั้นจะไม่ทำลาย มันเป็นยังไง นี่ล่ะ พิจารณาปัญญาให้ถึงฐานแห่งกามกิเลส เวลามันพอแล้วมันจะบอกเองนะอสุภะตัวนี้ คือเราไม่ทำลาย ตั้งไว้อย่างนั้นแหละ เรื่องกามกิเลส เรื่องตัดสิน มันจะบอกเองในตัวเองจุดนี้เป็นจุดที่จะตัดสินกามราคะ ตัดสินได้โดยไม่ต้องไปถามผู้ใดแล้ว ถึงขั้นอสุภะอสุภัง มันก็อยู่กับที่ แล้วไม่เคลื่อนไหวไปมาที่ไหนก็แสดงว่ายังไม่พอ พิจารณาอีก พิจารณาแตกกระจัดกระจายทำลายไป ตั้งขึ้นมาอีก แล้วมาทดสอบดูอีก เอาจนกระทั่งมันอยู่นิ่ง มันไม่ไปไหนมาไหน แล้วทีนี้มันจะไปไหน ไปหาความตัดสินตนเองว่าใครเป็นคนหลงแน่ นั่น! อสุภะหลง หรือจิตใจเราหลง มันจะตัดสินขึ้นมาในที่นั่นเอง
20. พระอนาคามี
ละกามราคะ
(กามกิเลส)
สนฺทิฏฐิโก หรือ ปจฺจตฺตํ ในธรรมขั้นนี้ประจักษ์แล้ว ทีนี้เมื่อมันประจักษ์แล้วจะหายสงสัยเอง เรื่องกิเลสตัวนี้เป็นมาจากอะไร จากนั้นก็พยายามตั้งภาพอันนั้นแหละ ที่เราเคยพิจารณาเป็นมาตลอดนั้น นี่การฝึกซ้อมปัญญาทาง ด้าน กามกิเลส อสุภะอสุภัง เป็นของสำคัญมากให้พิจารณาอันนี้ พระอนาคามี ท่านจึงไม่ลงมาเกิดอีก คือกามกิเลสนี้เป็นตัวสำคัญ
21. พระอนาคามี
  กามราคะขาดลง

 ไม่กลับมาเกิดอีก
พระอนาคามีนั้นเมื่อบรรลุถึงขั้นอนาคามีแล้วท่านจะไม่กลับมาเกิดอีก คือจิตดวงนี้จะไม่ถูกกดถ่วงดึงลงเหมือนแต่ก่อน เมื่อที่มีกามราคะผูกพันอยู่ พอหลักใหญ่ของกามราคะขาดลงไปแล้ว เรียกว่าสอบได้แล้ว ๕๐ เปอร์เซนต์ พอกิเลสขาดออกไปในขั้นนี้แล้ว จิตจะค่อย ๆ หมุนขึ้นเป็นลำดับ พิจารณาฝึกซ้อมจิตใจดวงนี้แหละด้วยอสุภะดังที่เคยปฏิบัติมานั้น จิตใจจะละเอียดลงไป ๆ และก็หมุนตัวขึ้นเรื่อย ๆ หมุนขึ้นไปเรื่อย ๆ ละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ นี่ล่ะพระอนาคามีที่ท่านไม่กลับมาเกิดอีก ก็คือมีกามกิเลสอันเดียวนี้เท่านั้นดึงลงมาสู่นรกอเวจีได้เพราะกามกิเลส
22. พระอนาคามี
สุทธาวาส ๕ ชั้น

นิพพาน
พอละเอียดเข้าไปเท่าไรจิตยิ่งหมุนสูงขึ้น ๆ เรื่อย อย่างที่ท่านเทียบไว้ใน สุทธาวาส ๕ ชั้น อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา นี่ล่ะระดับของพระอนาคามี พอจากชั้นนี้แล้วก็ดีดผึงก้าวเข้าสู่นิพพาน พระอนาคามีเมื่อสำเร็จเป็นพระอนาคามีแล้วท่านจึงไม่กลับมาเกิดอีก ถ้าว่าเกิดก็ไปเกิดในอวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี เรื่อยไป แล้วพร้อมที่จะไม่กลับคืนมา ไปจนกระทั่งทะลุพระนิพพานไปเลย
23. ปัญญา

     สมาธิ
การพิจารณาทางด้านปัญญานี้ต้องพิจารณาให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถึงกาลเวลาพิจารณา เวลาที่จะเข้ามาพักสมาธิมีความสงบ  เพื่อเอากำลังหนุนทางด้านปัญญา เราก็เข้ามาพักสมาธิคือความสงบใจเสีย อย่าไปกังวลกับความคิดอ่าน ไตร่ตรองของเรื่องปัญญาเลย ให้อยู่กับความสงบ สงบได้ดีเท่าไรยิ่งเป็นของดีอยู่ตรงนี้ พอจิตอิ่มพอในความสงบแล้ว พอถอยออกมาเท่านั้น ที่นี้ เอาพิจารณาทางด้านปัญญา อย่ายุ่งกับทางสมาธิ ปล่อยไปเลยสมาธิ เหมือนเป็นคนละโลก ผู้ที่รวดเร็วนั้นพอบรรลุปึ๋ง ๆ ถึงที่สุดเลย นี่เรียกว่า อุคฆฏิตัญญู เรียกว่า ขิปปาภิญญา
24. พระอนาคามี
สติปัญญาอัตโนมัติ

อสุภะอสุภัง

ละกามราคะ
กิเลสกามราคะนี้รุนแรงมาก หนักมากที่สุด ถ่วงจิตใจมากทีเดียว ไม่ว่าหญิงว่าชาย ยากจริง ๆ เวลาเข้าถึงขั้นนี้ที่จะปล่อยวาง ที่จะสำเร็จเป็นขั้นที่ ๓ คือ อนาคามีได้นั้น เป็นนักมวยก็ต้องเรียกว่า นักมวยชุลมุน ตีต่อยกันอยู่วงใน หมุนติ้ว ๆ อยู่วงใน คือสติปัญญาขั้นนี้  ขั้นหมุนตัวติ้ว ๆ อยู่กับอสุภะอสุภัง พออันนี้ผ่านได้แล้วก็กลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติขึ้นมา สติปัญญาอัตโนมัตินี้จะเกิดทีหลังลำดับกามกิเลส พอถึงขั้นอนาคามีแล้ว เหมือนว่ามองเห็นพระนิพพานอยู่ข้างหน้าๆ อยู่ชั่วเอื้อม ๆ ความเห็นโทษของกิเลสทั้งหลายนี้จะเห็นอย่างเต็มใจ ๆ เห็นอย่างถึงใจ ๆ ความเห็นคุณของการหลุดพ้นก็มีน้ำหนักเท่ากัน สติปัญญาอัตโนมัตินี้คือสติปัญญาแก้กิเลส ฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติไม่ว่า ยืน ว่าเดิน ว่านั่ง ว่านอน เว้นแต่หลับเท่านั้น แก้กิเลสโดยอัตโนมัติ อยู่ที่ไหนแก้ตลอดๆ  ไม่มีคำว่าพัก
25. จิตอัตโนมัติ

พักจิตเข้าสู่สมาธิ
จิตอัตโนมัติ สติปัญญาอัตโนมัตินี้เข้าสู่สมาธิคือความสงบพักจิตเข้าสู่สมาธิเป็นกำลังอันหนึ่งทางจิตใจ แล้วธาตุขันธ์ก็ได้กำลังมาหมุนอันนี้อีกสติปัญญาอัตโนมัติพอจากนี้หมุนเข้าไป ละเอียดละออเข้าไป ๆ แล้วก็เชื่อมโยงถึงมหาสติ มหาปัญญา
26.สติปัญญาอัตโนมัติ

   มหาสติ

   มหาปัญญา

    ว่าง
พอก้าวจากสติปัญญาอัตโนมัตินี้ก้าวเข้าไปสู่มหาสติ มหาปัญญาทีนี้ราบรื่นไปเลย ซึมซาบ ฆ่ากิเลสก็ซึมซาบ อะไรซึมซาบทั้งหมดไปตาม ๆ กัน นี่เรียกว่ามหาสติ มหาปัญญาให้มันครองหัวใจของเรา การพิจารณาสติปัญญาอัตโนมัติก็ถือเอาขั้นอนาคามี อารมณ์ของอนาคามี นิมิตของอนาคามีนี้ฝึกซ้อมจนชำนิชำนาญแล้วกลายเป็นว่างไปหมด หมดนิมิตที่เกี่ยวกับจิต งขึ้นพับดับพร้อม ๆ เหมือนฟ้าแลบ ๆ
27.ปัญญา
พิจารณาขันธ์ ๕
ตามความเป็นจริง

เป็นไตรลักษณ์
ขอให้มีเชื้อไฟเถอะ ไฟจะลุกลามไปตาม อันนี้ขอให้มีเชื้อกิเลสอยู่ที่ตรงไหน สติปัญญาซึ่งเป็นเหมือนกับไฟ ความพากความเพียรกับไฟ จะหมุนเข้าไปพิจารณา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สุขเวทนานั้นเด่น ๆ นี่ก็อยู่ในขั้นสมมุติ สัญญา สังขาร วิญญาณ เฉพาะอย่างยิ่งคือสังขาร พอปรุงเพล็บ ๆ ปรุงมาจากไหน ปรุงมาจากใจ ดับไปดับไปไหน มาจากใจ สัญญาหมายปั๊บมาจากไหน สติปัญญานี้จะหมุนตาม ๆ ทันทีโดยหลักธรรมชาติ สุดท้ายมันก็หมุนออกจากใจ
28.ปัญญา
ปฏิจสมุปบาท-อวิชชา

จิตใจว่าง

สิ่งภายนอกว่าง

อวิชชายังไม่ว่าง
(อวิชชายังครอบงำ)
อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ได้แก่กษัตริย์วัฏจักร อยู่ในท่ามกลางนี้แหละ อวิชชาเป็นกำแพงล้อมรอบเอาไว้ ตัวอวิชชาจริง ๆ อยู่ในกำแพง อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา กลายเป็นปัจจยาการขึ้นมาภายในจิตดวงนั้น เรียกว่าอริยสัจ ๔ เป็นเต็มตัวแล้วเข้าไปนั้น แล้วจิตมันตามเข้าไปหลายครั้งก็ไปเห็นต้นตออันใหญ่หลวง คืออวิชฺชาปจฺจยา ซึ่งเป็นกษัตริย์วัฏจักรภายในหัวใจของเรา เพราะสิ่งอื่นมันปล่อยหมดแล้ว จิตใจว่างไปหมดแล้ว ทั้ง ๆ ที่จิตก็ยังไม่ว่างตัวเอง แต่สิ่งภายนอกทั้งหลายมันว่างไปหมด ต้นไม้ ภูเขา ดินฟ้าอากาศ วัตถุต่าง ๆ นี้ว่างไปหมด ไม่มีในจิตใจ จิตใจกลายเป็นความว่างไปหมดแล้ว เหลือตั้งแต่ภายในตัวเองยังไม่ว่าง ก็อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา  ยังสำคัญว่าอันนั้นว่าง อันนี้ว่าง ตัวเองลืมตัวเอง ตัวเองยังไม่ว่าง ให้ย้อนเข้ามาจนกระทั่งถึงตัวจริงของอวิชชา
29.ปัญญา : กำจัด
อวิชชาจากใจ

ว่างภายในจิตทั้งหมด

ว่างจากสมมติทั้งหมด

วิมุตติจิต
วิมุตติธรรม

ไม่มีสมมติ

ว่างทุกสิ่ง

ธรรมชาติล้วนๆ
อวิชชาครอบงำจิตเอาไว้ ในโลกนี้มีแต่อวิชชาครอบอยู่เท่านั้น พอเปิดอันนี้ออกไปจิตมันก็จ้าขึ้นมาเต็มสัด เต็มส่วน เต็มมรรคเต็มผล เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วทีนี้ในจิตเองก็ว่าง ภายนอกก็ว่าง ว่างหมดทั้งภายนอกภายใน ว่างหมดทั้งภายนอก ไม่มีอะไรเหลืออยู่ภายในจิตใจนี้เลย เป็นวิมุตติจิต วิมุตติธรรม หรือเป็นธรรมธาตุล้วน ๆ ปรากฏเด่นชัดขึ้นมาถึงเรียกว่า สมมุติไม่มีเลยในจิตดวงนี้ จิตอันนี้ว่าง คำว่าว่าง ว่างจากสมมุติทั้งหมด ไม่มีอะไรเหลือ เหลือแต่วิมุตติธรรมที่เป็นหลักธรรมชาติแท้
30.จิตเป็นธรรมชาติ

มหาวิมุตติ

มหานิพพาน

อมตะจิต

อมตะธรรม

จิตไม่เคยตาย จิตเที่ยง

จิตถึงวิมุตติหลุดพ้น

ธรรมธาตุ
จิต เข้าถึงธรรมชาติแท้ คือ จิตนี้เป็นธรรมชาติ เป็นมหาวิมุตติ เป็นมหานิพพาน เป็นธรรมชาติ เป็นอมตะจิต เป็นอมตะธรรม สมกับว่าจิตนี้ไม่เคยตาย จิตนี้ไม่เคยตายที่สุดแห่งความไม่เคยตายของจิตคืออะไร คือธรรมธาตุ จิตถึงวิมุตติหลุดพ้นเรียกว่าถึงธรรมธาตุแล้ว ที่สุดแห่งสมมุติทั้งหลายจะสุดสิ้นที่ตรงนั้น วิมุตติผางขึ้นมาแล้วจิตบริสุทธิ์ไม่มีสมมุติแม้นิดหนึ่งปรากฏเลย จิตดวงที่บริสุทธิ์ จิตดวงที่เคยเกิดเคยตายมาเหมือนกับสัตว์ทั้งหลายทั่วแดนโลกธาตุนี้ขาดสะบั้นลงไปในขณะที่จิตอวิชชาขาดลงไปจากใจ จิตครองวิมุตติหลุดพ้น ไม่มีสมมุติใด ๆ เข้าไปเกี่ยวข้อง
31.พระพุทธเจ้า
และพระอรหันต์

จิตไม่เคยมีทุกข์

จิตเที่ยง

จิตเป็นอมตะ
(ไม่ตาย)
เพราะฉะนั้นจิตของพระพุทธเจ้า จิตของพระอรหันต์ ท่านจึงไม่เคยมีทุกข์ ตั้งแต่ขณะท่านตรัสรู้ธรรมหรือบรรลุธรรมขึ้นมาเป็นพระอรหันต์ในเวลานั้นแล้ว จากนั้นไปเป็นอนันตกาลตั้งกัปตั้งกัลป์เรียกว่า “เที่ยง” ท่านไม่เคยทุกข์ ทุกข์เกิดขึ้นไม่ได้ตั้งแต่ขณะท่านตรัสรู้ธรรม ตรัสรู้คือสังหารกิเลส พอกิเลสนี้ขาดซึ่งเป็นตัวสร้างทุกข์นี้ขาดสะบั้นลงไปจากจิตใจแล้ว ไม่มีสมมุติในใจเลย แล้วทุกข์ก็ไม่มี กิเลสไม่มี ความทุกข์ไม่มี ความทุกข์ในใจของพระอรหันต์จึงไม่มีตั้งแต่ในขณะท่านตรัสรู้แล้ว
32.ธาตุขันธ์ ร่างกาย

เป็นสมมติ

ทุกข์
ส่วนความทุกข์ทางธาตุทางขันธ์ร่างกายนี้มีเหมือนกันกับโลกทั่ว ๆ ไป เพราะเหตุใด เพราะธาตุขันธ์นี้เป็นสมมุติ เหมือนกับสมมุติของโลกทั้งหลาย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา  อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํเรื่อยไปเลย มันหมุนให้ไปเป็น สังขาร วิญญาณ นามรูปเรื่อยจนกระทั่งถึงชาติ
33.ปฏิจสมุปบาท
(กระบวนการดับทุกข์)

ดับอวิชชา (กิเลส)

สังขารดับ

ทุกข์ดับ
-อวิชชาดับส่งผลทำให้
ห่วงโซ่ที่เหลือของ
ปฏิจสมุปบาทดับลง
ทั้งหมด ซึ่งก็หมายถึง
ทุกข์ดับโดยสิ้นเชิง

นิพพาน
แหละทีนี้ท่านสรุปว่า เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ เหล่านี้เป็นสมุทัยการเกิดตายทั้งนั้น นั่น! พอพิจารณาถอนอวิชชาออกไปแล้ว สังขารก็ดับ อวิชฺชายตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ เรื่อยไปจนกระทั้ง นิโรโธ โหติ เหล่านี้เป็นวิมุตติความดับทุกข์ทั้งนั้น นั่น! อวิชชาดับเสียอย่างเดียวเท่านั้น ทุกข์ทั้งหลายดับ เพราะฉะนั้นสังขารที่คิดที่ปรุง วิญญาณรับทราบในขันธ์ ๕ นี้จึงกลายเป็นเครื่องมือของจิตที่บริสุทธิ์ไป ไม่เกิดกิเลส ไม่มีกิเลส เพราะขันธ์เหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนขันธ์นี่เป็นกิเลส ตัวขันธ์จริง ๆ ไม่เป็นกิเลส แต่อวิชชาคือตัวกิเลสนั้นแหละ มันบงการออกมาให้เป็นกิเลส เช่น เวทนา สัญญา สังขาร มันหลงทั้งนั้นแหละ สังขารความคิดความปรุง วิญญาณรับทราบ รับทราบอะไรเป็นกิเลสไปเรื่อย ๆ เพราะตัวใหญ่อวิชชาพาให้เป็นกิเลส มันยึดด้วย ถือด้วยในขันธ์ทั้งนั้น มันถือว่าเราเป็นของเราเต็มตัว เนี่ย! ทีนี้พอจิตได้หลุดพ้นจากนี้แล้ว อวิชฺชายเตฺวว นี้ดับหมดแล้ว เมื่อดับแล้วสังขารก็ไม่มีกิเลส ไม่เป็นสมุทัย วิญญาณอะไรไม่เป็นสมุทัย เป็นแต่เครื่องมือของธรรม แต่ท่านไม่ยึดไม่ถือ ธรรมเป็นเจ้าของของขันธ์ นี่ท่านไม่ยึด ใช้ไปถึงวันนิพพานนี้เท่านั้น แต่กิเลสนี้ยึดกระทั่งวันตายไม่มีวันถอยล่ะ นี่ตั้งกันอย่างนี้ ขันธ์เป็นขันธ์ของพระอรหันต์ ส่วนขันธ์ของกิเลสนั้นมันเป็นเราเป็นเขาไปหมด นี่ให้พากันจำ
34.บรมสุข 
(สุขนอกสมมติ)
ไม่มีทุกข์ในจิต

มรรคผลนิพพาน

วิมุตติ
พระอรหันต์ท่านจึงไม่มีจิต ไม่มีทุกข์ในจิต  ทุกข์ในจิตไม่มีเลยตั้งแต่ขณะท่านตรัสรู้ธรรม มีก็คือว่า บรมสุข บรมสุขนั้นเป็นสุขนอกสมมุติ ก็เป็นความเที่ยงเหมือนกัน นั่น! คือเป็นสุขในหลักธรรมชาติ ไม่ใช่สุขที่เกิดขึ้นแล้วดับไป เหมือนสุขทุกข์เฉย ๆ ของเวทนาแห่งสมมุติทั้งหลาย ท่านผู้ครองบรมสุขแล้วท่านไม่สงสัย ท่านไม่ติดกับอะไร ท่านไม่ตื่นเต้น แต่แยกออกมาเป็นสมมุติให้เราทั้งหลายที่ กำลังก้าวเข้าสู่มรรคผลนิพพานหรือวิมุตตินั้น
35.จิตภาวนา

สมาธิ

ปัญญา

วิมุตติหลุดพ้น

ละกิเลสสิ้นสุดแล้ว
ภาคปฏิบัติมาสุดสิ้นที่ตรงนี้ ตรงพิจารณาด้วยจิตตภาวนาเรื่อยไปจนกระทั่งถึงสมาธิปัญญา วิมุตติหลุดพ้นเป็นลำดับลำดา นี้กิเลสก็เป็นอันว่าหยุด ท่านจึงแสดงไว้ในธรรมว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ เสร็จกิจพรหมจรรย์ คือการละ การถอนกิเลส การบำเพ็ญธรรมกับการถอนกิเลสมันก็เกี่ยวโยงกันอยู่นั่นแหละ การบำเพ็ญธรรมหรือการละกิเลสได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ  แปลว่า พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำก็คือละกิเลสนั่นเอง ก็ได้ทำเสร็จไปแล้ว นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ  กิจอื่นที่ยิ่งกว่านี้ไม่มี
36.พระอรหันต์
สมาธิ

สงบอารมณ์

ขันธ์ภายนอก
(บรรเทาขันธ์)

ส่องโลกธาตุ
(สัดว์โลก)
ด้วยเหตุนี้เองพระอรหันต์ท่านจึงไม่เคยภาวนาเพื่อละกิเลสตัวใดเหตุจำเป็นที่ท่านจะบำเพ็ญหรือภาวนาอยู่นั้น มี  ประจำขันธ์ของพระอรหันต์ เพื่อบรรเทากันให้อยู่ในภาวนาพอเหมาะพอดีในระหว่างขันธ์กับจิตที่ครองกันอยู่นี้ 
จากนั้นก็เข้าสู่สมาธิเพื่อสงบอารมณ์ คือขันธ์ภายนอก พิจารณาด้านอรรถด้านธรรมภายในจิตใจ อย่างพระพุทธเจ้านั้นก็ส่องโลกธาตุ  พิจารณาเต็มภูมิเต็มกำลังของท่านนั้นแล นี่! มีอยู่ ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ เพื่อบรรเทาขันธ์ ประเภทที่ ๒ พิจารณาเรื่องอรรถเรื่องธรรมทั้งหลาย ส่วนพิจารณาท่านเองท่านไม่มี พิจารณาเกี่ยวกับสัตว์โลก ดูสัตว์โลกต่าง ๆ นี่ล่ะท่านว่าเพื่ออยู่เป็นสุขและในทิฏฐธรรม คือเวลายังครองขันธ์อยู่ท่านเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเหมือนเรานั่นแหละ ในการภาวนาในท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วมี ๒ ประเภทดังกล่าวนี้ ประเภทที่ ๑ เพื่อบรรเทาธาตุขันธ์ ประเภทที่ ๒ เพื่อพิจารณาจิตกับธรรมทั้งหลาย เกี่ยวกับสัตว์โลกทั้งหลาย ความโกรธ ราคะตัณหาเกิดได้ทุกเวลา นั่น ทีนี้การบำเพ็ญธรรมเพื่อดับกิเลสทั้งหลายเหล่านี้ทำไมจึงดับไม่ได้ทุกเวลาเพราะเป็นของคู่เคียงกัน ดับกันได้ทั้งนั้น กิเลสจริง ๆ มันเกิดอยู่กับใจของเรา ไม่ได้เกิดอยู่กับกาลนั้นสถานนี้ มันเกิดอยู่กับใจให้แก้ตัวเองด้วยอรรถด้วยธรรมตลอดเวลา
พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ  ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ   ให้บำเพ็ญทำกุศลให้มากด้วยความเป็นผู้มีศีล มีธรรมประจำใจ ผู้ใดมีศีล มีธรรมประจำใจ มีหิริโอตตัปปะ สดุ้งกลัวตอ่บาปต่อกรรม ระมัดระวังตนอยู่เสมอ สำรวมระวังอยู่ด้วยศีล ด้วยธรรมแล้ว ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้มีศาสดาประจำตน ศาสดาคืออะไร คือธรรมและวินัยนั่นแล ว่าธรรมและวินัยนั่นแลจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย แทนเราตถาคตเมื่อเราตายไปแล้ว
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
post