Displaying items by tag: พุทธจริยวัตร 60 ปาง

20. ปางประทานโอวาทปาติโมกข์

วันนั้น พระสาวกทั้งหลายคงเดินทางมุ่งหน้ามายังพระเวฬุวันเพื่อ เฝ้าพระพุทธเจ้า หลังจากเดินทางไปเผยแพร่พระศาสนายังต่าง เมือง ท่านเหล่านั้นคงมิได้นัดหมายกันจริง ตามที่มีผู้สันนิษฐานกัน เมื่อองค์ประกอบทั้ง ๔ ประการมาบรรจบกันเข้า ทำให้ เห็นเป็น อัศจรรย์ คือ ๑. พระสาวกของพระพุทธเจ้า มาประชุมกันที่พระ- เวฬุวัน จำนวน ๑,๒๕๐ รูป โดยมิได้นัดหมายกันมาก่อน  ๒. ท่าน เหล่านั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุ (พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เอง)  ๓. ท่าน เหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญา  ๔. วันนั้นเป็นวัน พระจันทร์เสวยฤกษ์มาฆะพอดี

 การประชุมใหญ่ของพระสาวก อันประกอบด้วยเหตุการณ์สำคัญทั้ง ๔ นี้เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าเป็นนิมิต หมายอันดี จึงประทานโอวาทปาติโมกข์ (คำสอนที่เป็นหลักสำคัญ) ให้พระสาวกเหล่านั้น : (๑)ความอดทนคือความอดกลั้น เป็นธรรม เผากิเลสอย่างยิ่ง (๒) นิพพาน ท่านผู้รู้กล่าวว่าเป็นธรรมสูงสุด (๓)ผู้ ยังทำร้ายผู้อื่นอยู่ไม่นับเป็นบรรพชิต (๔) ผู้ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ไม่ นับเป็นสมณะ (๕) การไม่ทำบาปทั้งปวง (๖) การทำความดีให้พร้อม (๗) การทำจิตของตนให้ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย (๘) การไม่ว่าร้ายเขา (๙) การไม่ทำร้ายเขา (๑๐) การระมัดระวังในระเบียบข้อบังคับ (๑๑) การรู้ประมาณในการบริโภค (๑๒) การนั่งนอนในสถานที่สงัด (๑๓) การฝึกสมาธิจิตอย่างสูงยิ่ง นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

Published in Zone 1

19. ปางโปรดอัครสาวก

ขณะนั้นพระพุทธเจ้าประทับท่ามกลางภิกษุสงฆ์จำนวนมากทอด พระเนตรเห็นทั้งสอง เดินมาแต่ไกล จึงทรงชี้พระดรรชนี ตรัสกับ ภิกษุสงฆ์ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สองคนนั้นจะเป็นคู่แห่งอัครสาวกของ เรา”

เมื่อทั้งสองท่านได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าแล้ว อุปติสส- มาณพได้นามเรียกขานกันในหมู่เพื่อนพรหมจรรย์ว่า สารีบุตร ส่วน โกลิตมาณพ ได้ชื่อว่า โมคคัลลานะ

บวชได้ ๗ วันพระโมคคัลลานะบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ตำบลกัลลวาล- มุตตคาม ถูกความง่วงครอบงำ ไม่สามารถขจัดให้หายไปได้ พระ- พุทธองค์เสด็จไปตรัสบอกวิธีแก้ง่วง ๘ ประการให้ท่านปฏิบัติ ท่าน โมคัลลานะปฏิบัติตามที่ทรงแนะนำสามารถขจัดความง่วงได้และได้ บรรลุพระอรหัต อีก ๗ วันต่อมา พระสารีบุตรกำลังถวายงานพัด พระพุทธองค์ ขณะประทับแสดงธรรมแก่ปริพพาชกเล็บยาว หลาน ชายท่าน ถวายงานพัดไป ส่งใจพิจารณาไปตามกระแสพระธรรม- เทศนาไปด้วย เมื่อทรงแสดงธรรมจบลง ก็ได้บรรลุพระอรหัต

จากนั้น พระพุทธองค์ก็ประกาศแต่งตั้ง พระสารีบุตรและพระโมค- คัลลานะเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา และเบื้องซ้าย พระสารีบุตร เป็นอัครสาวกเบื้องขวา เลิศกว่าผู้อื่นในทางมีปัญญามาก พระโมค- คัลลานะเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย เลิศกว่าผู้อื่นทางมีฤทธิ์มาก

Published in Zone 1

18. ปางโปรดภาติกชฏิล

ภาติกชฏิล แปลว่า ชฏิลที่เป็นพี่น้องกัน ๓ คน คือ อุรุเวลกัสสปะ, นทีกัสสปะ, และคยากัสสปะ ทั้งสามนี้ตั้งสำนักอยู่ตามคุ้งน้ำ แห่ง แม่น้ำเนรัญชรา ถัดกันตามลำดับ

ชฎิลผู้พี่ใหญ่ ตั้งสำนักอยู่คุ้งน้ำตำบลอุรุเวลา พร้อมบริวาร ๕๐๐ คน คนพี่รองตั้งอาศรมอยู่ที่คุ้งน้ำตำบลนที พร้อมบริวาร ๓๐๐ คน ส่วนน้องเล็ก ตั้งอาศรมอยู่ที่คุ้งน้ำตบลคยา พร้อมบริวาร ๒๐๐ คน รวมเป็นจำนวน ๑,๐๐๐ คนพอดี .. ท่านเหล่านี้ถือลัทธิบูชาไฟ

เมื่อพระสงฆ์สาวก ต่างแยกย้ายกันไปตามชนบท คามนิคมต่างๆ พระพุทธองค์เสด็จดำเนินไปพระองค์เดียว จุดมุ่งหมายคือชฎิลสาม พี่น้อง (โดยเสด็จไปยังอาศรมของชฎิลผู้พี่นามอุรุเวลกัสสปะก่อน)

อุรุเวลกัสสปะ..ชี้แจงให้เห็นถึงความไร้แก่นสารของข้อปฏิบัติที่พวก ตนเคยทำมา เห็นพ้องต้องกันลอยบริขาร ลงแม่น้ำหมดสิ้น ขอบวช ในสำนักของพระพุทธองค์ น้องชายอีกสองคนที่ตั้งอาศรมอยู่คุ้งน้ำ ถัดไป รู้ว่าพี่ชายของตนและบริวารบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ก็เลยบวชตาม เป็นอันว่าชฎิลสามพี่น้อง พร้อมบริวาร ๑ พันรูป ได้ เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล

Published in Zone 1

17. ปางโปรดยสะ

ความจริงพระพุทธรูปปางโปรดยสะ ไม่มีเรียกดอก ส่วนมากจะ เรียกว่า ปางภัตตกิจ คือ ปางเสวยพระกระยาหาร คือ เสวยภัตตา- หารที่บ้านบิดามารดาของยสะกุลบุตร การบวชของยสะกุลบุตรนั้น ทำให้พระพุทธศาสนาแพร่หลายรวดเร็ว เพราะหลังจากยสะมา บวช สหายของท่านและบริวารตามมาบวชด้วย  จนเกิดมีพระ อรหันต์สาวก ขึ้นจำนวนทั้งหมด ๖๐ รูป ชั่วระยะเวลาไม่นาน

ยสะเป็นบุตรแห่งเศรษฐีเมืองพาราณสี ชื่อเสียงเรียงไรไม่บอกไว้ คืนวันหนึ่งตื่นขึ้นมากลางดึก เห็นภาพเหล่าสตรีที่มาประโคมดนตรี ฟ้อนรำฯลฯ ปรากฎแก่ยสะ ดุจ “ซากศพในป่าช้า” ยสะเห็นแล้ว ก็สลดใจ เบื่อหน่ายเต็มที่ ถึงกับเปล่งอุทานว่า อุปัททูตัง วะตะ โภ อุปะสัฏฐัง วะตะ โภ ท่านแปลได้ความกระชับว่า “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” ทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเดินลงจากคฤหัสน์กลางดึก

พระพุทธองค์ตรัสว่า “อิทัง อะนุปัททูตัง อิทัง อะนุปะสัฏฐัง = ที่นี่ไม่วุ่นวาย  ที่นี่ไม่ขัดข้อง มานี่สิ เราจะแสดงธรรมให้ฟัง” ตรัสเทศนาอนุปุพพิกถา เป็นการปูพื้นให้ยสะก่อนแล้วตามด้วย อริยสัจสี่ประการโดยพิศดาร เมื่อจบพระธรรมเทศนา ยสะดวงตา เห็นธรรม คือบรรลุโสดาปัตติผล และได้บรรลุพระอรหัตตผล เมื่อ พระพุทธองค์แสดงธรรมโปรดพ่อแม่ของยสะจบลง (ซึ่งออกตาม หายสะ จนได้พบพระพุทธเจ้า) บิดามารดาท่านยสะเป็นอุบาสก- อุบาสิกาคู่แรกที่ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ

Published in Zone 1

16. ปางโปรดปัญจวัคคีย์

ปัญจวัคคีย์ คือ นักพรตห้ารูป มีโกณฑัญญะ อตีตโหราจารย์ชื่อดัง เป็นหัวหน้า ทั้งห้าท่านนี้มาบวชรับใช้พระพุทธเจ้า เมื่อครั้งทรงทำ ทุกรกิริยา พอพระองค์ทรงเลิกอดพระกระยาหาร หันมาเสวยข้าว จนมีพระพลานามัยสมบูรณ์ เพราะทรงได้คิดว่า ต้องดำเนินทางสาย กลาง ทั้งห้าท่านก็เสียใจและเสื่อมศรัทธา พากันหนีมาอยู่ที่อันมีนาม ว่า “ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน”

พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาเรื่องอริยสัจสี่แก่ปัญจวัคคีย์ อดีตศิษย์เก่าให้ ฟัง มีขั้นตอนสรุปได้ดังนี้

๑. ขั้นตอนที่หนึ่ง : ตรัสถึงทางที่มี่ควรดำเนิน หรือข้อปฏิบัติที่ไม่ควร ปฏิบัติ ๒ ทาง

๒. ขั้นตอนที่สอง : ทรงแสดงทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘

๓. ขั้นตอนที่สาม : ทรงแสดงอริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ครบวงจร

๔. ขั้นตอนที่สี่ : เมื่อพระพุทธองค์แสดงธรรมจบลง โกณฑัญญะ หัว หน้าปัญจวัคคีย์ ก็เกิด “ดวงตาเห็นธรรม” คือเข้าใจความจริงที่ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด ย่อมดับไป เป็นธรรมดา”

Published in Zone 1

15. ปางแสดงปฐมเทศนา

จากพุทธคยาถึงสารนาถ ซึ่งในอดีตเรียกว่า ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน อยู่ในเขตเมืองพาราณสี สิ้นระยะทางประมาณสองร้อยกว่ากิโลเมตร พระพุทธเจ้าเสด็จดำเนินโดยพระบาทไปเพื่อโปรดศิษย์เก่าทั้งห้าของ พระองค์

พระพุทธองค์ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (พระสูตรว่าด้วยการ หมุนล้อธรรม) เนื้อหาว่าด้วยอริยสัจสี่ประการ และขั้นตอนการตรัสรู้ ของพระองค์ โดยตรัสถึงทางที่ไม่ควรดำเนินสองทาง คือ การทรมาน ตน (อัตตกิลมถานุโยค) และการหมกมุ่นในกาม(กามสุขัลลิกานุโยค) แล้วทรงชี้ทางที่นำไปสู่การรู้แจ้งเห็นจริง คือ “ทางสายกลาง” อันได้ แก่ อริยมรรคมีองค์แปด มีสัมมาทิฐิ เป็นต้น มีสัมมาสมาธิ เป็นปริ- โยสาน

พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระสัพพัญญุตญาณว่า เกิดการเปลี่ยน แปลงอย่างใหญ่หลวงแก่ท่านโกญฑัญญะแล้วจึงทรงเปล่งพระอุทาน ว่า อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ (โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ) จากนั้น โกณฑัญญะทูลขอบวช พระพุทธองค์บวชให้ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่านโกณฑัญญะจึงได้เป็นพระสาวกรูปแรก และเป็นพระอริยสงฆ์ องค์แรก พระรัตนตรัยได้ครบจำนวนก็เมื่อคราวนี้

ชาวพุทธไทย (เน้นพุทธไทย) จึงบัญญัติวันนี้ วันที่ท่านโกณฑัญญะ บวชนี้ เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง เรียกว่า “วัน อาสาฬหบูชา” (อ่านว่า อา-สาน-หะ- บู-ชา)

Published in Zone 1

14. ปางโปรดอุปกาชีวก

เมื่อตัดสินพระทัยจะทรงประกาศธรรมแล้ว จากนั้นก็เสด็จดำเนินด้วย พระบาทจากตำบลพุทธคยา มุ่งตรงไปยังป่าอิสปตนะมฤคทายวัน ซึ่ง อยู่ห่างออกไปประมาณสองร้อยกว่ากิโลเมตร ระหว่างทางทรงพบกับ อุปกาชีวกนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนา อุปกาชีวกพบพระพุทธ- องค์ทรงสง่างาม มีฉัพพรรณรังสีฉายออกจากพระวรกาย สงบสำรวม เสด็จดำเนินมาตามทาง ก็เกิดความเลื่อมใสในพระบุคลิกภาพ

อุปกาชีวกจึงเข้าไปทูลถามพระพุทธองค์ความว่า ใครเป็นศาสดาของ พระองค์ พระองค์ทรงชอบใจคำสอนของใคร พระพุทธองค์ตรัสตอบ เป็นคาถา (โศลก) ว่า “เราชนะสรรพสิ่ง ตรัสรู้สรรพสิ่ง ไม่ติดอยู่ใน สรรพสิ่ง หลุดพ้นเพราะทำลายตัณหา เราตรัสรู้ด้วยตนเอง จะพึงอ้าง ใครว่าเป็นครูเราเล่า ..เราไม่มีใครสอน คนเช่นเราไม่มีในโลกพร้อมทั้ง เทวโลก เราเป็นอรหันต์ เป็นศาสดา หาศาสดาอื่นยิ่งกว่าไม่มี เราผู้ เดียวเป็นสัมมาสัมพุทธะ เป็นผู้ดับเย็นแล้ว บรรลุนิพพานแล้ว เรา กำลังเดินทางไปแคว้นกาสี เพื่อหมุนวงล้อคือธรรม และเพื่อลั่นอมต- เภรี ในโลกที่มืดมนอนธการนี้”

อุปกะได้ยินดังนั้น.. จึงถามไปว่า ถ้าเช่นนั้นพระองค์ก็เป็นอนันตชินะ นะสิ เมื่อพระพุทธองค์ตรัสว่า ทรงเป็นเพราะทรงละความชั่วได้หมด แล้ว อุปกาชีวกจึงกล่าวว่า “อาวุโส ที่ท่านพูดนั้นพึงเป็นไปได้”  (หุเวยฺยาวุโสติ) แล้วก็สั่นศีรษะหลีกทางไป

Published in Zone 1

12. ปางมหาพรหมอัญเชิญแสดงธรรม

คราวนั้น พระองค์ทรงพิจารณาธรรมะที่ตรัสรู้แล้วว่า เป็นสภาวะที่ ละเอียด ประณีต ลึกซื้ง แม้เหตุผลทางตรรกะก็หยั่งไม่ถึง รู้ตามได้ ยาก ทรงมีพระหฤทัยน้อมไปในความเป็นผู้ขวนขวายน้อย (นี้เป็น สำนวนพระ ความหมายก็คือ ไม่คิดแสดงธรรม คิดจะอยู่เฉยๆ) ขณะ นั้น ท้าวสหัมบดีพรหม ทราบพระปริวิตกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเข้ามานมัสการ กราบทูลอัญเชิญให้พระองค์เสด็จไปประกาศพระ- ธรรม โดยกล่าวว่า สัตว์ที่มีธุลิในดวงตาน้อยยังมีอยู่ สัตว์เหล่านั้นจะ เสื่อมจากประโยชน์ที่พึงได้ เพราะมิได้ฟังธรรมจากพระองค์ 

 พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาสัตว์โลกดุจดอกบัว ๓ เหล่า (คือดอกอุบล, ดอกปทุม, ดอกบุณฑริก) อันเกิดและเจริญในสระ ๓ ระดับคือ ระดับ ที่หนึ่ง ดอกบัวพ้นน้ำ เปรียบเสมือนคนผู้ฉลาดมาก สามารถเข้าใจ ธรรมทันทีที่ฟังโดยสังเชป ระดับที่สอง ดอกบัวเสมอผิวน้ำ เปรียบ เหมือนคนที่ฉลาด พอฟังโดยพิสดารก็เข้าใจ ระดับที่สาม ดอกบัวอยู่ กลางท้องน้ำ เปรียบเหมือนคนผู้พอฝึกฝนอบรมได้ ต้องใช้เวลาสัก ระยะหนึ่งจึงจะเข้าใจ... ก็ทรงรับคำอาราธนาของสหัมบดีพรหม ด้วย เหตุนี้แหละ เมื่อเราจะอาราธนาให้พระภิกษุแสดงธรรม เราจึงกล่าว คำอาราธนาอ้างชื่อสหัมบดีพรหมว่า “พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ .....” ดังที่ทราบกันดีแล้ว

Published in Zone 1

12. ปางถวายสัตตุก้อนสัตตุผง

สิ่งที่สองพี่น้องถวายพระพุทธเจ้าคือ มนฺถญฺจ มธุปิณฺฑิกญฺจ มันถะ คือข้าวตากที่ตำ ละเอียด น่าจะเป็น “สัตตุผง” มธุบิณฑิกะ คือ ข้าว ตากที่ผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนๆ นี่น่าจะเป็น “สัตตุก้อน” เพราะฉะนั้น ข้อความตรงนี้ต้องแปลตามลำดับว่า “สัตตุผง และสัตตุก้อน”

ในสัปดาห์ที่ ๗ พระพุทธเจ้าประทับใต้ต้นราชายตนะ (ต้นเกด) ขณะ นั้นพ่อค้าสองพี่น้องมาจากอุกกลชนบท เพื่อค้าขาย เห็นพระพุทธ- องค์ก็เกิดความเลื่อมใส ได้น้อมนำเอาข้าวสัตตุผง และสัตตุก้อนไป ถวาย ขณะนั้นพระพุทธองค์ยังไม่มีบาตร ท้าวโลกบาลทั้ง ๔ จึงน้อม นำบาตรองค์ละใบ พระพุทธองค์ทรงดำริว่า บาตรใบเดียวย่อมเพียง พอแก่เรา จึงทรงอธิษฐานให้บาตรทั้ง ๔ ใบ ประสานเข้ากันเป็นใบ เดียว ทรงรับข้าวสัตตุผงและสัตตุก้อนจากพานิชทั้งสอง เสวยเสร็จ ก็ทรงประทานอนุโมทนา

ทั้งสองได้กล่าววาจาถึงพระรัตนะทั้งสอง (คือ พระพุทธ พระธรรม) เป็นที่พึ่งที่ระลึก ตลอดชีวิต ทั้งสองจึงได้ชื่อว่าเป็น “เทววาจิก- อุบาสก” (อุบาสกผู้ถึงรัตนะสอง) เป็นคู่แรกในประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนา

(ผู้ถึงพระรัตนะสอง คู่แรก คือ ตปุสสะ กับ ภัลลิกะแห่งอุกกลชนบท ผู้ถึงพระรัตนตรัยคู่แรกคือ บิดาและมารดาของพระยสะ)

Published in Zone 1
Wednesday, 30 January 2019 08:04

ปางที่ 11 : ปางนาคปรก

11. ปางนาคปรก

ประวัติความเป็นมาก็คือ ในสัปดาห์ที่ ๖ (พระไตรปิฏกว่าสัปดาห์ที่ ๓) พระพุทธเจ้าเสด็จออกจากบริเวณต้นราชายตนะ ไปประทับยัง โคนต้นมุจลินท์หรือต้นจิก ขณะนั้น มีฝนพรำตลอด ๗ วัน พญานาค (นามมุจลินท์ ตามต้นไม้) ขึ้นมาจากนาคพิภพ มาขดเป็นบัลลังก์ให้ พระพุทธองค์ประทับ ตนเองแผ่พังพานบังลมฝนให้จนกระทั่งฝนหยุด จึงจำแลงกายเป็นมาณพหนุ่ม ยืนประคองอัญชลีนมัสการพระองค์อยู่

ชาวพุทธก็เลยสร้างพระพุทธรูปเป็นอนุสรณ์เหตุการณ์ครั้งนี้ ตั้งชื่อว่า ปางนาคปรก โหราศาสตร์ถือเอาเป็นพระบูชาประจำวันเสาร์

พญานาค หรืองูใหญ่ น่าจะหมายถึงกิเลสอันชั่วร้าย อันมีโลภ โกรธ หลง การที่พระพุทธองค์นั่งประทับงูใหญ่ หมายถึง การเอาชนะ กิเลสได้ทั้งหมด กิเลสที่ว่าร้ายกาจนั้น บัดนี้ได้อยู่ใต้อำนาจของ สัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ไม่มีโอกาสฟุ้งขึ้นมารบกวนพระทัยของ พระพุทธองค์อีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้แหละ จึงว่า ปางนาคปรก ควรจะเป็นพระพุทธเจ้าประทับ เหนือขนดพญานาค มิใช่ประทับในโพลงขนดพญานาค

Published in Zone 1
Page 5 of 7

เนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

เรียนรู้พุทธประวัติจากภาพวาดพุทธประวัติอันทรงคุณค่าของบรมครูเหม เวชกร นอกจากนี้ยังสามารถศึกษาพุทธประวัติได้จาก "พระพุทธจริยวัตร 60 ปาง"

ศึกษาเพิ่มเติมได้จากเนื้อหาในโซนที่ 1  Read more

เนื้อหาเกี่ยวกับพระธรรม

ในโซนที่ 2 ทางพิพิธภัณฑ์ฯ ได้นำหลักธรรมที่เป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนามาแสดงไว้ให้เป็นแรงบันดาลใจในการอยากค้นคว้าหาความรู้ที่ถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ศึกษาเพิ่มเติมได้จากเนื้อหาในโซนที่ 2 Read more

หลักปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอริยบุคคล

บริเวณโซน 10 ทางพิพิธภัณฑ์ฯ ได้คัดสรรหลักธรรมปฏิบัติเพื่อการบรรลุความเป็นพระอริยบุคคลของครูบาอาจารย์สายพระวัดป่า ผู้ที่ได้รับความยอมรับนับถือว่ามีปฏิปทาและได้ปฏิบัติธรรมอย่างอุกกฤษ Read more

พระอรหันต์ 29 องค์

โซน 12 เป็นโซนที่แสดงถึงความสำเร็จของพระอริยสงฆ์ ที่สามารถปฏิบัติธรรมจนสำเร็จชั้นการเป็นพระอรหันต์ 29 องค์ เพื่อมาให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชา ได้ถือรายนามเดียวกันกับที่แสดงในพระเจดีย์ 28 พระอรหันต์ ที่วัดอโศการาม  Read more

You are here: Home Navigations Floor 1 Plan Zone 1 : Buddha พุทธจริยวัตร 60 ปาง